posttoday
แนวโน้มและทิศทางภัยไซเบอร์ในปี 2019

แนวโน้มและทิศทางภัยไซเบอร์ในปี 2019

20 มกราคม 2562

โลกของเรากำลังเข้าสู่ยุค 5จี ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงจาก Digital Economy

โดย ปริญญา หอมเอนก ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ 

โลกของเรากำลังเข้าสู่ยุค 5จี ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงจาก Digital Economy สู่ Data Economy ขณะที่มีคนกำลังพูดถึง Crypto Economy กันบ้างแล้ว เมื่อเราพิจารณาคำว่า “Data Economy” เราพบว่าไม่ใช่คำใหม่ แต่มีการกล่าวถึงมากกว่าสิบปีที่ผ่านมา แต่เพิ่งมีการตื่นตัวเรื่องนี้กันในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้จากความจริงที่ว่า องค์กรใดบริหารจัดการข้อมูลได้มีประสิทธิภาพ ผู้นั้นย่อมมี “Competitive Advantage” ในการทำธุรกิจมากกว่าองค์กรที่ไม่สามารถนำ “Data” มาใช้ประโยชน์ได้อย่างถูกต้อง

1.ภัยข้อมูลรั่วไหลจากการจัดเก็บข้อมูลในระบบคลาวด์

องค์กรภาครัฐและเอกชนทั่วโลกนิยมปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการระบบสารสนเทศภายในองค์กรจากการจัดเก็บข้อมูลภายในศูนย์คอมพิวเตอร์ขององค์กรไปสู่การจัดเก็บข้อมูลบนระบบคลาวด์ภายนอกองค์กร เนื่องจากสามารถลดต้นทุนและกระจายความเสี่ยงการโจมตีทางไซเบอร์ให้กับบริษัทผู้ให้บริการคลาวด์มาร่วมรับผิดชอบในการประมวลผลข้อมูลขององค์กร

แต่อีกมุมหนึ่งที่ผู้บริหารองค์กรจำเป็นต้องนำมาพิจารณาก็คือ อาจมีการรั่วไหลของข้อมูลองค์กรผ่านระบบคลาวด์ คำถามก็คือเมื่อ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมีผลบังคับใช้ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบในความเสียหายผู้บริหารองค์กร หรือผู้บริหารบริษัทผู้ให้บริการคลาวด์ หรือบริษัทที่ให้บริการประกันภัยทางไซเบอร์ (Cyber Insurance) เนื่องจากในปัจจุบันมีเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหล (Data Breaches) เกิดขึ้นทั่วโลก

ดูข้อมูลสถิติจาก Website : https://informationisbeautiful.net/visualizations/worlds-biggest-data-breaches-hacks/พบว่าทั้งรัฐและเอกชนล้วนประสบปัญหาข้อมูลรั่วไหลกันทั้งสิ้น วีธีการแก้ไขก็คือ ควรกำหนด Data Governance Policy การจัดทำเรื่อง Data Classification และการเปลี่ยน Mindset ผู้บริหารจาก Cybersecurity Mindset เป็น Cyber Resilience Mindset โดยคิดเสียว่าข้อมูลในระบบคลาวด์ของเรามีโอกาสถูกแฮ็กเมื่อใดก็ได้

2.ภัยจากองค์กรไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายไซเบอร์และกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

กฎระเบียบต่างๆ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับไซเบอร์จะเข้มงวดมากขึ้นทั่วโลก และในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าประเทศไทยกำลังจะมีกฎหมายใหม่ที่ถูกนำมาบังคับใช้ถึงสองฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะมีผลกระทบในส่วนหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนประชาชนทั่วไป

ในภาพรวมประชาชนจะได้ประโยชน์มากขึ้นจากการบังคับใช้ พ.ร.บ.ทั้งสองฉบับนี้ แต่สำหรับผู้บริหารระบบสารสนเทศ ตลอดจนผู้ตรวจสอบระบบสารสนเทศกลับมีเรื่องที่ต้องทำมากขึ้น เนื่องจากจำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อกำหนด หลายองค์กรต้องจัดเตรียมงบประมาณและลงทุนด้านระบบสารสนเทศเพิ่มเติม

สำหรับประชาชนทั่วไปในฐานะผู้ใช้บริการคงต้องตรวจสอบ “Privacy Notice” และ “Privacy Policy” ให้รอบคอบก่อนการใช้งานบริการออนไลน์ และโมบายแอพต่างๆ โดยพิจารณาว่าเนื้อหาไม่มีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของเรา ตลอดจนบริษัท Tech Giant ต่างๆ เช่น Facebook และ Google ต้องมีการปรับตัวให้สอดคล้องกับ EU’s GDPR

3.ภัยการโจมตีในรูปแบบ De-anonymization Attack

เป็นการโจมตีข้อมูลส่วนบุคคลจนสามารถระบุตัวตนของบุคคลนั้นได้โดยการเข้าถึง Personally Identifiable Information (PII) จากข้อมูลเพียงบางส่วนที่ไม่สมบูรณ์พอที่จะระบุตัวตนของบุคคลนั้นได้ แต่เมื่อใช้เทคนิค Intelligence Information Gathering แล้วแฮ็กเกอร์สามารถปะติดปะต่อข้อมูลการค้นหาข้อมูลในโซเชียลมีเดีย โดยใช้เครื่องมือประเภท OSINT (Open Source Intelligence)ยกตัวอย่างเช่น โปรแกรม Maltego จนสามารถเข้าถึง PII หรือข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้ในที่สุด

ดังนั้นผู้ใช้บริการบริการโซเชียลมีเดีย ควรระมัดระวังการป้อนข้อมูลเข้าไปในระบบ ไม่ว่าจะเป็นการ Post หรือการ Upload ข้อมูลส่วนบุคคลเข้าไปในคลาวด์ ฉะนั้นควรฝึกให้มีสติทุกครั้งในการป้อนข้อมูลโดยใช้หลักการง่ายๆ สองข้อ คือ “Think before you post” (คิดก่อนโพสต์) และ “You are what you post” (คุณเป็นคนอย่างไรคุณก็โพสต์อย่างนั้น)

4.ภัยจากการกลั่นแกล้งหรือให้ร้ายป้ายสีกันทางโซเชียลมีเดีย (Cyberbullying)

ปัญหา Cyberbullying ผ่านทางสื่อโซเชียลมีเดียเกิดมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ชื่อเสียง (Reputational Risk) อย่างมากต่อผู้ถูกกระทำ โดยที่ผู้ถูกกระทำไม่มีโอกาสได้ตอบโต้ผู้กระทำผิดในลักษณะ Cyberbullying ซึ่งจริงๆ แล้วมีกฎหมายหมิ่นประมาทที่สามารถนำมาใช้ในกรณี Cyberbullying ได้ ดังนั้นทั้งบุคคลและองค์กรต้องวางแผนและเฝ้าระวังสื่อสังคมออนไลน์ มีศักยภาพในการโต้ตอบ ให้ข้อมูลเชิงบวกให้ทันเวลา การนำเทคนิค Social Listening, Social Analytic และ Social Engagement รวมทั้ง AI/Machine Learning มาใช้ จึงมีความจำเป็น

5.ภัยจากความไม่เข้าใจของผู้บริหารระดับสูงเรื่อง Digital Transformation และ Cybersecurity Transformation

การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ที่หลายองค์กรกำลังนิยมในปัจจุบัน คือปรับตามแนวทาง “Digital Transformation” ตั้งแต่เรื่อง “Leadership” ไปจนถึง “Customer Experience” ทั้งยังต้องปรับเปลี่ยนเรื่อง Security และ Privacy ขององค์กรอีกด้วย เนื่องจากเป็นฐานในการสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าและบริการขององค์กร

การทำ Digital Transformation โดยลืมคำนึงถึงเรื่อง Cybersecurity Transformation จะไม่สามารถสำเร็จลุล่วงในระยะยาวได้ เนื่องจากมีปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และปัญหาด้านการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ดังนั้นการทำ Digital Transformation ให้สำเร็จต้อง Transform เรื่องการบริหารจัดการ Security และ Privacy ในองค์กรด้วย

(อ่านฉบับเต็มได้ที่ www.postttoday.com)

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค