
สารคดีจีน บทเรียนเรื่องฝุ่นพิษ
เมื่อกรุงเทพฯ ถูกปกคลุมด้วยหมอกควัน
โดย เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ รอยเตอร์ส
เมื่อกรุงเทพฯ ถูกปกคลุมด้วยหมอกควันและฝุ่นพิษ ทำให้นึกถึงบางประเทศที่เผชิญกับปัญหานี้มาก่อนอย่างเช่น จีน ทั้งยังคิดเลยไปถึงหนังสารคดีเกี่ยวกับมลภาวะชื่อดังอย่าง Under the Dome
สารคดีเกี่ยวกับมลภาวะทางอากาศในประเทศจีนเรื่องนี้ เป็นผลงานของไฉ่จิง พิธีกรรายการโทรทัศน์ และนักข่าวแนวสืบสวนสอบสวนที่มีชื่อเสียงของจีน ออกนำเสนอต่อสาธารณะในปี 2015 หลังจากเผยแพร่เพียงไม่กี่วันก็มีคนดูหลายร้อยล้านครั้ง ก่อนจะถูกแบนโดยรัฐบาล
ไฉ่จิง เริ่มทำสารคดีเรื่องนี้หลังจากที่ลูกสาวของเธอเป็นเนื้องอกตั้งแต่ยังอยู่ในท้องแม่ หลังจากคลอดทารกน้อยก็ต้องเข้าห้องผ่าตัดทันทีไฉ่จิง เชื่อว่า เพราะมลภาวะทางอากาศคือ สาเหตุที่ทำให้ลูกสาวเธอเป็นอย่างนั้น
จากสิ่งที่เกิดขึ้นกับลูกสาว ทำให้ไฉ่จิงเริ่มศึกษาปัญหาสิ่งแวดล้อมของจีน เธอใช้เวลาเป็นปี และใช้เงินเกือบ 1 ล้านหยวน (ราว 4.7 ล้านบาท) เพื่อผลิตหนังสารคดีความยาว 1 ชั่วโมง 45 นาที ตั้งชื่อตามซีรี่ส์ที่สร้างจากนวนิยายของ สตีเวน คิง ซึ่งนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับพลังลึกลับ ซึ่งขังครอบชาวเมืองไว้ ทำให้ไม่สามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้
Under the Dome มีจุดประสงค์เพื่อตอบคำถามว่า หมอกควันคือ อะไร มาจากไหน และจะทำอะไรกับมันได้บ้าง หนังพาคนดูไปสำรวจคุณภาพอากาศ รวมทั้งความเสี่ยงจากมลภาวะทางอากาศในประเทศจีน ไฉ่จิงนำเสนองานของเธอผ่านการบรรยาย (คล้าย TED Talks) ทั้งยังมีบทสัมภาษณ์ผู้มีอำนาจทางการเมือง นักธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม มีภาพจากการลงพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ผสมผสาน
หนังวิพากษ์วิจารณ์บริษัทพลังงานของรัฐ ซึ่งเป็นต้นเหตุสร้างมลภาวะทางอากาศ ส่วนผู้ผลิตเหล็กและโรงงานถ่านหินก็เพิกเฉยต่อกฎระเบียบ สนใจแต่การเพิ่มผลกำไรสูงสุด โดยที่ทางกระทรวงคุ้มครองสิ่งแวดล้อมก็ไม่มีอำนาจจะทำอะไรได้ แสดงถึงความล้มเหลวของการจัดการด้านมลพิษของจีน
ในตอนหนึ่งของหนัง ไฉ่จิง เล่าว่า ปักกิ่งถูกปกคลุมด้วยหมอกควันพิษ ทำให้ลูกสาวของเธอต้องอยู่แต่ภายในอาคารเป็นเวลาเกือบครึ่งปี และช่วงท้ายเธอได้ขอให้แต่ละคนออกมารับผิดชอบ อย่ารีรอ และลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง
หนังเรื่องนี้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับสารคดี An Inconvenient Truth ของอัล กอร์ ทั้งในเรื่องสไตล์การนำเสนอ รวมทั้งผลกระทบต่อความรู้สึกของคนดู หลังจากได้ดูหนังคนต่างก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์และให้ความเห็นเกี่ยวกับมลภาวะทางอากาศในจีน ทำให้คนจำนวนมากหันมาใส่ใจกับเรื่องนี้มากขึ้น
หลังจากหนังออกฉาย หุ้นของบริษัทด้านสิ่งแวดล้อมหลายแห่งสูงขึ้นถึงสิบเปอร์เซ็นต์ไม่ว่าจะเป็นบริษัทบำบัดมลพิษ ตรวจสอบคุณภาพอากาศ เทคโนโลยีสีเขียว วิศวกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากร ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น ส่วนคนสร้างหนังคือ ไฉ่จิง ก็กลายเป็นคนดังยิ่งกว่าเก่า เธอถูกยกให้เป็น 1 ใน 100 บุคคลซึ่งมีอิทธิพลมากที่สุดของนิตยสารไทม์ด้วยประจำปี 2015 ด้วย
แรกนั้นรัฐบาลจีนปล่อยผ่าน ไม่ได้เข้ามาตรวจสอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมที่เพิ่งจะได้รับตำแหน่งใหม่ๆ เมื่อได้ดูแล้วก็ชื่นชม บอกว่า หนังมีความสำคัญเทียบเท่ากับหนังสือ Silent Spring ของนักสิ่งแวดล้อมชาวอเมริกัน ราเชล คาร์สัน ในปี 1962 ต่อมาเมื่อสื่อยักษ์ใหญ่นำเสนอเกี่ยวกับงานและผู้สร้าง คนส่วนใหญ่หันมาสนใจ และก่อเกิดเป็นกระแส ในสัปดาห์ต่อมาก็มีคำสั่งพรรคคอมมิวนิสต์ให้นำหนังเรื่องนี้ออกจากระบบอย่างลับๆ สื่อมวลชนถูกกดดันไม่ให้ส่งเสริมหนังเรื่องนี้ และมีการควบคุม “ความคิดเห็นสาธารณะ” ทางออนไลน์
ในอีกด้านหนึ่ง Under the Dome ก็มีบางประเด็นที่ทำให้ผู้คนเกิดคลางแคลงสงสัยเรื่องความถูกต้องและเชื่อถือ ไม่ว่าจะในเรื่องข้อมูลตัวเลขทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการปล่อยมลพิษทางอากาศ รวมทั้งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์จากหมอกควัน บางคนเชื่อว่าข้อมูลเหล่านี้ถูกสร้างขึ้น ขณะที่บางเสียงบอกว่า หนังกำลังพูดในฐานะชนชั้นกลางที่มีฐานะดี ไม่ได้เป็นตัวแทนของคนธรรมดาและผู้มีรายได้น้อย ซึ่งได้รับผลกระทบจากมลภาวะมากที่สุด
แต่ถึงอย่างไร ที่สำคัญคือ หนังสารคดีเรื่องนี้ส่งผลกระทบเชิงบวกในเรื่องคุณภาพสิ่งแวดล้อม แม้จะเริ่มต้นจากเรื่องส่วนตัว แต่ Under the Dome ก็ทรงพลังมากพอที่จะให้ผู้คนนับล้านๆในประเทศจีนเกิดจิตสำนึกเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับประชาชน ทำให้พวกเขาอยากลงมือทำเพื่อหาทางช่วยแก้ไขปัญหาคนจำนวนหนึ่งลดละการใช้รถยนต์และเครื่องปรับอากาศ หันไปใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นผู้ชมยังเชื่อว่า หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเอกชนอย่างโรงงานอุตสาหกรรมหนักควรออกมารับผิดชอบกับปัญหาหมอกควัน เป็นแรงกดดันที่ทำให้รัฐอยู่นิ่งเฉยไม่ได้
แม้ว่าจะโดนแบนในประเทศ แต่ Under the Dome ก็เดินทางรวดเร็วในโลกดิจิทัล ทำให้คนทั่วโลกมีโอกาสได้ดู นอกจากจะได้เห็นได้รับรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศจีน ยังได้สะท้อนให้ผู้คนตระหนักถึงสิ่งรอบตัวในสังคมของตัวเอง
ในตอนหนึ่งของหนัง ไฉ่จิง ถามเด็กหญิงคนหนึ่งว่า เคยเห็นดาวจริงๆ ไหม เคยเห็นท้องฟ้าสีน้ำเงินหรือเปล่า แล้วเมฆสีขาวล่ะ เด็กน้อยส่ายหน้า และบอกว่า ไม่ค่อยได้เห็น!
ขณะที่กรุงเทพฯ กำลังถูกปกคลุมด้วยหมอกควันและฝุ่นพิษลองไปหา Under the Dome ในยูทูบมาดู แล้วมาช่วยกันคิดว่าควรทำอย่างไรกับหมอกควันพิษในกรุงเทพฯ (และเมืองอื่นๆ)
คงเป็นเรื่องเศร้าถ้าทุกคนปล่อยผ่าน และวันหนึ่งลูกๆ หลานๆ ของเราเงยหน้าขึ้นฟ้า แต่มองไม่เห็นดวงดาว ไม่เคยได้ชื่นชมท้องฟ้าสีฟ้า หรือได้ปล่อยใจจินตนาการกับปุยเมฆขาวๆ... เหมือนกับเด็กหญิงในหนังคนนั้น







