
สร้างกิจกรรมในโลกจริง ด้วยโลกเสมือนจริง
เทรนด์ HR เรื่องหนึ่งที่ผมได้อ่านเจอจากรายงานของบริษัทที่ปรึกษาหลายๆ
โดย ดิลก ถือกล้า [email protected]
เทรนด์ HR เรื่องหนึ่งที่ผมได้อ่านเจอจากรายงานของบริษัทที่ปรึกษาหลายๆ สำนักคือ การที่องค์กรจะให้น้ำหนักไปที่กิจกรรมเกี่ยวกับการดูแลสุขภาวะของพนักงาน หรือที่จะเรียกกันว่าเป็นกิจกรรม Well-being ซึ่งโดยส่วนตัวผมเห็นด้วยกับการเกิดเทรนด์ที่ว่านี้ เพราะผมมองว่ามีปัจจัยสำคัญจะทำให้องค์กรต้องสนใจเรื่อง Well-being คือ
l การที่คนในองค์กรที่แม้จะมีอายุมากขึ้น แต่ยังมีกำลังสติปัญญา ความรู้ความสามารถที่จะทำอะไรให้กับองค์กร และสร้างผลสำเร็จให้กับองค์กรได้ แต่หากมีสุขภาพร่างกายที่ไม่พร้อม ก็จะบั่นทอนการที่ใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ดังกล่าวให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่
l ต้นทุนสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามสภาพร่างกายที่ถดถอยตามอายุของพนักงาน
l แนวโน้มของคนทั่วโลกที่สนใจเรื่องสุขภาพ ทั้งอาหาร ทั้งการใช้ชีวิต และทั้งการออกกำลังกาย โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ ทำให้องค์กรต้องมีกิจกรรมเหล่านี้ เพื่อดึงดูดและรักษาคนในองค์กร
แต่ในโลกปัจจุบัน การจัดกิจกรรม Well-being ที่จะตอบโจทย์คนในองค์กรได้ดี เราจะต้องจับให้ “โลกจริง” และ “โลกเสมือนจริง (Virtual World)” มาบรรจบกัน ผ่านอุปกรณ์สื่อสารที่มีกันอยู่ทุกคน เพราะกิจกรรม Well-being ที่จะสร้างแรงดึงดูดได้ จะต้องเป็นกิจกรรมที่ต้องสดใหม่ สนุกสนาน มีการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง ผมขอยกตัวอย่างของการใช้กิจกรรมเสมือนจริง เพื่อมาสนับสนุนกิจกรรมในโลกของความเป็นจริง ที่องค์กรสามารถนำไปใช้ได้ เป็นต้นว่า
1.วิ่งหรือปั่นจักรยานในโลกจริง แต่แข่งขันกันในโลกเสมือนจริง
การจัดกิจกรรมที่เกี่ยวกับการวิ่ง หรือการปั่นจักรยาน หากจะทำให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในองค์กร ให้มีความน่าสนใจ ดึงดูดให้คนเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง จะต้องออกแรงและใช้เวลาไม่ใช่น้อย เพราะข้อจำกัดเรื่องงาน เรื่องเวลาในการทำงานของคนในองค์กร ดังนั้นทางออกที่ดีอย่างหนึ่งก็คือการสร้างการแข่งขันในโลกเสมือนจริง ที่ให้คนเข้าร่วมในแอพพลิเคชั่นด้านกีฬาอย่างเช่น Endomondo ที่เราสามารถสร้างกลุ่มแล้วให้คนเข้าร่วมไปวิ่งหรือไปปั่นจักรยานเมื่อไหร่ ที่ไหนก็ได้ โดยใช้แอพพลิเคชั่นเป็นตัวเก็บระยะทาง ซึ่งจะทำให้เห็นผลแบบเรียลไทม์ ซึ่งเราอาจจะมีการจัดกิจกรรมจริงๆ เพื่อสร้างบรรยากาศคู่กันไปก็ได้ แต่ไม่จำเป็นที่จะต้องทำอย่างต่อเนื่อง และแน่นอนว่าการให้รางวัลในโลกจริงก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้กิจกรรมในโลกเสมือนจริงมีความคึกคักต่อเนื่องได้
2.มีโค้ชแนะนำด้านโภชนาการในโลกจริง แต่ชี้แนะด้านอาหารการกินในโลกเสมือนจริง
ในโลกความเป็นจริง เราจะมีโค้ชหรือผู้รู้ที่คอยแนะนำเรื่องโภชนาการผ่านหลายช่องทาง เช่น ยูทูบ แต่การจะเชิญนักโภชนาการมาที่องค์กรเป็นระยะๆ น่าจะไม่ใช่เรื่องที่ได้ผลดีนัก ทั้งเวลา ทั้งค่าใช้จ่าย และทั้งความต่อเนื่องของการติดตาม ดังนั้นทางเลือกที่เหมาะสมคือ การสร้างกลุ่มที่มีโค้ชอยู่ในนั้น แล้วใช้การส่งการบ้านคือ ส่งการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อ หรือเครื่องดื่มที่ดื่มระหว่างวัน เพื่อให้โค้ชคอยแนะคอยเตือน จะทำให้ผู้เข้าร่วมต้องรักษาวินัยในการเลือกอาหารการกิน
3.มีคุณหมอเรื่องการดูแลสุขภาพในโลกจริง แต่ให้ข้อแนะนำ ติดตามและประเมินผลในโลกเสมือนจริง
หลายองค์กรเริ่มให้มีกิจกรรมในเชิงป้องกันด้านสุขภาพให้กับพนักงาน โดยการให้ข้อมูลด้านการดูแลสุขภาพกับพนักงานกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพนักงานกลุ่มเสี่ยงที่มีผลการตรวจสุขภาพ โดยการจัดให้มีคุณหมอที่ดูแล แนะนำได้ แต่เนื่องจากเป็นเรื่องที่เป็นความลับส่วนตัวที่หลายคนอาจจะไม่อยากเปิดเผยให้คนอื่นรู้ หากจะจัดกิจกรรมรูปแบบนี้จะต้องให้พนักงานให้ความยินยอมด้วยว่าพร้อมเข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งการจัดให้มีการพบปะกับคุณหมอในโลกจริง อาจจะยุ่งยากเรื่องการเดินทาง ตารางเวลา ดังนั้นการตั้งกลุ่มด้วยแอพพลิเคชั่นด้านสุขภาพ หรือแม้แต่เป็นแอพพลิเคชั่นง่ายๆ อย่าง Line Group เพื่อให้ข้อมูลกับคุณหมอ แล้วให้คุณหมอให้ข้อแนะนำเมื่อสะดวก ก็จะทำให้การดูแลสุขภาพเป็นไปอย่างใกล้ชิดแม้ไม่เจอตัว
ขอให้สนุกกับการสร้างจุดบรรจบของ “โลกจริง” และ “โลกเสมือนจริง” นะครับ







