
สหรัฐเล็งยุบกำแพงภาษีจีน
เผยสหรัฐอาจงัดสูตรทลายภาษีจีน
เผยสหรัฐอาจงัดสูตรทลายภาษีจีน หวังบีบปฏิรูปเชิงโครงสร้างยาว ขณะสายเหยี่ยวเริ่มอ่อนท่าที
วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า ทีมเศรษฐกิจสหรัฐกำลังอยู่ระหว่างพิจารณายกเลิกการตั้งกำแพงภาษีกับจีน ซึ่งเป็นชนวนสงครามการค้าที่สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลกตลอดปีที่ผ่านมา เนื่องจากมองว่าอาจใช้จุดนี้เป็นเงื่อนไขแลกกับการทำให้จีนยอมถอยในประเด็นสำคัญต่างๆ ในระยะยาว และยังช่วยผ่อนคลายบรรยากาศในตลาดทุนโลกด้วย
รายงานระบุว่า ข้อเสนอดังกล่าวมาจาก สตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ โดยเป็นหนึ่งในหลายยุทธศาสตร์ที่มีการหารือกัน ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างความได้เปรียบในการเจรจาการค้า และทำให้จีนยอมรับการปฏิรูปในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอยกเลิกกำแพง ภาษีกับจีนยังคงถูกต่อต้านจากโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ ซึ่งกังวลว่าการยอมผ่อนปรนให้กับจีนอาจถูกตีความว่าเป็นสัญญาณของความอ่อนแอ
แหล่งข่าวที่เข้าร่วมการประชุมหารือ เปิดเผยว่า ในอดีตที่ผ่านมา ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ มักจะยืนอยู่ฝ่ายเดียวกับ ไลท์ไฮเซอร์ ซึ่งเป็นสายเหยี่ยวมากกว่าจะสนับสนุนมนูชิน แต่ในครั้งนี้ประธานาธิบดี ทรัมป์ ส่งสัญญาณชัดเจนว่าต้องการบรรลุข้อตกลงให้ได้ และกำลังกดดันให้ไลท์
ไฮเซอร์เสนอทางออกมา
ทั้งนี้ สหรัฐและจีนกำลังอยู่ระหว่างกระบวนการเจรจาภายหลังตกลงสงบศึกการค้าชั่วคราว 90 วัน ซึ่งต้องเร่งบรรลุความตกลงกันให้ได้ภายในวันที่ 1 มี.ค. เพราะเป็นเส้นตายที่สินค้านำเข้าจากจีนรวมมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ จะถูกขึ้นภาษีโดยอัตโนมัติเป็น 25% จากปัจจุบันที่ระดับ 10% ซึ่งจะยิ่งส่งผลกระทบต่อทั้งผู้นำเข้าและผู้บริโภคอเมริกันรวมไปถึงจีน ซึ่งกำลังเผชิญภาวะเศรษฐกิจอ่อนแรงลงอยู่แล้ว
รายงานระบุว่า มนูชินเสนอให้ใช้สูตรเลิกกำแพงภาษีระหว่างการเจรจารอบที่ 2 กับผู้แทนฝ่ายปักกิ่งที่นำโดย หลิวเฮ่อ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจของจีน ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในวันที่ 30 ม.ค.นี้ ขณะที่ไลท์ไฮเซอร์ ซึ่งเคยมีท่าทีแข็งกร้าวและไม่เชื่อใจจีนมาตลอดว่าจะทำตามสัญญาได้ ก็มีท่าทีโอนอ่อนลงมากขึ้น ซึ่งเพิ่มความเป็นไปได้ที่อาจเห็นการลดภาษีกับจีนในบางรายการลง หากสหรัฐตกลงกันได้ก่อนวันที่ 1 มี.ค.
นอกจากนี้ วอลสตรีท เจอร์นัล ยังรายงานด้วยว่า เจ้าหน้าที่พาณิชย์ของสหรัฐและจีนกำลังอยู่ระหว่างการเจรจากัน เพื่อเปิดตลาดส่งออกไก่สหรัฐไปยังจีนอีกครั้ง ซึ่งหากการเจรจาสำเร็จจะทำให้บริษัทส่งออกรายใหญ่ของสหรัฐ อาทิ บริษัท แซนเดอร์สัน ฟาร์ม บริษัท พิลกริมส์ ไพรด์ และบริษัท ไทสัน ฟูดส์ สามารถกลับเข้าตลาดจีนที่ทำรายได้หลายร้อยล้านดอลลาร์/ปี ได้อีกครั้ง หลังจากที่ถูกแบนไปตั้งแต่ปี 2015 จากปัญหาการระบาดของไข้หวัดนก







