
เงินหมื่นล้าน
ตั้งหัวเรื่องในสิ่งที่เอื้อมไม่ถึง นับเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งในการเขียนหนังสือ
โดย ปริทัศน์ กองเพียร
ตั้งหัวเรื่องในสิ่งที่เอื้อมไม่ถึง นับเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งในการเขียนหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นบทความหรือความเรียง เพราะหลักของการเขียนหนังสือให้ได้งานที่อ่านง่าย และเขียนง่ายที่สุดคือการเขียนในสิ่งที่ “จริง” และสิ่งที่ “รู้”
แต่สำหรับเงินหมื่นล้านบาทนั้นเป็นสิ่งที่ผมไม่มีทางได้สัมผัสแน่ๆ พูดง่ายๆ ก็คือไม่มีทางได้จับเงินจริงๆ จำนวนหมื่นล้านบาทที่วางอยู่ตรงหน้า อย่าว่าแต่จับเลย ลำพังแค่โอกาสได้เห็นเงินจำนวนมากขนาดนี้ก็คงจะมีเปอร์เซ็นต์เป็นศูนย์
ถึงจะดูเวิ่นเว้อและดราม่า เราก็ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้ชีวิตเราผูกพันอยู่กับเงินหมื่นเงินแสนล้านมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณประเทศชาติที่มีมากมายมหาศาลนับหมื่นนับแสนล้าน หรือธุรกิจใหญ่โตต่างๆที่ทุ่มเงินมหาศาล เพื่อดึงดูดให้เราใช้เงินอันน้อยนิดของเราไปจับจ่ายใช้สอยซื้อหามาไว้ใช้งาน
เชื่อหรือไม่ว่า! ความจริงแล้วทุกวันนี้เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสมรภูมิที่มีเงินหมุนเวียนจำนวนหลายหมื่นล้านบาท เราวนเวียนอยู่กับเงินจำนวนมหาศาลตั้งแต่ตื่นนอนยันหลับเลยทีเดียว
ก็จะอะไรเสียอีกล่ะครับ ถ้าไม่ใช่ “ทีวี” ที่มีอยู่ด้วยกันทุกบ้านนั่นแหละ เพราะในยุคทีวีดิจิทัลนี้ มีบริษัทบันเทิงที่เข้าร่วมประมูลจนได้เงินเข้าประเทศรวมทั้งสิ้น 50,862 ล้านบาท ทั้งช่องดิจิทัล ช่องเอสดี และช่องครอบครัว
สถานีทีวีดิจิทัล ทั้ง 8 สถานีใช้เงิน 3,000 กว่าล้านบาท กว่าจะได้ช่องมาครอบครอง และใช้เงินอีกจำนวนเป็นพันล้านในการตั้งสถานีซื้ออุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือเจ้าเดิมที่มีอยู่แล้วก็เบาตัวไป เจ้าไหนเกิดใหม่ก็ลงทุนอ้วกแตก
ในแต่ละปีก็ต้องใช้งบประมาณในการสร้างคอนเทนต์อีกมากมายก่ายกอง ยังไม่รวมแผนการดึงตัวบุคลากรที่มีชื่อเสียง เรียกได้ว่าวิ่งซื้อตัวกันฝุ่นตลบ
ถึงวันนี้ถ้าถามผมในฐานะคนดูทีวีเป็นงานหลัก เพราะเป็นความบันเทิงราคาถูกที่สุด บอกเลยว่า ผมยังไม่รู้สึกมีอะไรแตกต่างไม่ว่าจะมีสถานีโทรทัศน์สมัยยังไม่ก้าวสู่ยุคดิจิทัล หรือมีทีวีดิทัลมา 4 ปีเต็มแล้วก็ตาม
เพราะแต่ละสถานีก็ไม่ได้สร้างความแปลกใหม่ ไม่ได้พัฒนา ไม่ได้ตั้งใจพาคนดูให้ไปสู่ระดับสากลแต่อย่างใด
ทุกวันนี้ยังคงวนเวียนอยู่กับรายการประกวดร้องเพลงที่มากมายก่ายกองราวกับคนไทยเป็นชาติที่ร้องเพลงเก่ง หรือขาดการร้องเพลงไม่ได้
รายการแนวอื่นๆ ก็นำเข้ามาเป็นกองทัพ พอซ้ำกันมากๆ เข้าก็กำปุ่มทำลายตัวเองยุบรายการกันเป็นว่าเล่น
ยังไม่นับรวมสถานีโทรทัศน์อีกจำนวนหนึ่งที่ส่อเค้าจะไปไม่รอด เพราะทุนก็ต้องลง ค่างวดก็ต้องจ่าย โฆษณาเท่าเดิมไม่มีการขยับแถมสื่อออนไลน์ในโลกโซเชียลมีเดียก็ไหลบ่าเข้าท่วมสังคมอย่างชนิดน่าตกใจ
เค้กก้อนเดียวมีคนมาขอกินเพิ่ม ยังไงก็ไม่อิ่ม ยังไงก็ไม่พอ ไม่ต้องเป็นผู้ชำนาญการก็ฟันธงได้เลยว่าอยู่รอดยาก จึงไม่แปลกใจที่มีข่าวออกมาเป็นระยะว่าหลายสถานีจะไปไม่รอด
ในแต่ละวันมีคนเสพข้อมูลข่าวสารและความบันเทิงจากทีวีน้อยลงเรื่อยๆ เพราะทุกอย่างในชีวิตมันย้ายไปอยู่ในโทรศัพท์มือถือมาระยะหนึ่งแล้ว ความสะดวกสบายทั้งหลายทั้งมวลมันบรรจุอยู่ในโทรศัพท์เครื่องเดียว
แม้กระทั่งรายการทีวีจำนวนมากก็กลัวตาย แห่เทคอนเทนต์ของตัวเองลงไปในโซเชียลมีเดียประเภทยูทูบหรือเฟซบุ๊กไม่รวมถึงสร้างแอพพลิเคชั่นขึ้นมาดึงคน ทั้งที่ตัวเองเป็นมีเดียแขนงใหญ่แขนงหนึ่งแท้ๆ ยังกลัวอด ต้องลงสนามไปแย่งกระดูกกับเขาด้วย
ณ ตอนแรก หลายคนที่มองว่าช่อง 7 หวงของ ไม่ยอมเอาคอนเทนต์ตัวเองปล่อยลงในยูทูบ หรือแบ่งให้กับโซเชียลมีเดียอื่นๆ ก็คงต้องหันกลับมายกมือไหว้กันเป็นแถว เพราะช่อง 7 สร้างความแข็งแกร่งให้ตัวเองด้วยการไม่ปล่อยเทปรีรันลงยูทูบ แต่กลับปล่อยอยู่ในแอพดูทีวีของตัวเองที่ชื่อ บักกะบู ทีวี ซึ่งตอนนี้มีคอนเทนต์ของช่อง 7 ล้วนๆ
ไม่ต้องเอาของตัวเองไปให้ใครหาเงินเข้ากระเป๋า กัดฟันอดทนสักหน่อย แต่เงินตกเป็นของตัวเอง เรียกว่าทำมาหากินด้วยลำแข้งตัวเอง ไม่ต้องไปพึ่งไม่ต้องไปฝากใคร
ในปีนี้น่าจะมีสถานีโทรศัพท์ดิจิทัลที่มีโอกาสล้มหายตายจากด้วยเหตุผลของการขาดทุนอย่างแน่นอน
ขณะที่สมรภูมิหมื่นล้านก็ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น เราๆ ท่านๆ ที่เหมือนว่าจะได้ประโยชน์จากการแข่งขันก็ยังคงได้ประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ยังไม่มีสถานีไหนลุกขึ้นมาสร้างงานดีๆ ในแนวคิดใหม่ๆให้เราได้เห็นเลย
เพราะสถานีที่เกิดใหม่ไม่คิดจะสร้างคาแรกเตอร์ของสถานีตัวเอง กลับเน้นการเดินรอยตามสถานีเดิมๆ ที่มีมาก่อนแล้ว ดังนั้นโอกาสที่จะสร้างชื่อแจ้งเกิดจึงริบหรี่อย่างสิ้นเชิง ก็ใครที่ไหนจะลองของใหม่ที่มีรสชาติเหมือนของเดิม เพราะเขากินของเดิมที่อร่อยชัวร์ๆ ไม่ดีกว่าหรือ?
ทุกอย่างก็คงจะดำเนินไปอย่างแกนๆ จนกว่าจะถึงวันที่คนย้ายไปดูหนัง ดูรายการในมือถือมากขึ้นกว่านี้นั่นแหละ
“สถานีโทรทัศน์” ก็อาจจะต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็น “สถานีมือถือ” อย่างสุดจะกล้ำกลืนได้







