
คุมเวชภัณฑ์ กดกำไรหุ้นโรงพยาบาล
คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.)
โดย บงกชรัตน์-วารุณี
คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้เพิ่มรายการยาและเวชภัณฑ์ รวมถึงบริการทางการแพทย์เข้าอยู่ในบัญชีสินค้าและบริการควบคุม ซึ่งจะต้องเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไปในวันที่ 22 ม.ค.
แหล่งข่าวจากวงการกองทุนให้มุมมองว่า มาตรการนี้เป็นความเสี่ยงในเชิงนโยบายเหมือนตอนเกิดกรณีประมูลคลื่นของหุ้นกลุ่มสื่อสาร ประเมินว่า ถ้ามีผลบังคับใช้จริงอาจส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิของกลุ่มโรงพยาบาล 10-30% เพราะสัดส่วนรายได้จากค่ายามีสัดส่วนรายได้ที่สูง
“ปกติมุมมองกองทุนต้องรอให้มีความชัดเจนในนโยบายก่อน แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่อาจมีการปรับพอร์ตก็ได้ เพราะการที่ราคาหุ้นปรับลงแรงวันแรกหลังประกาศนโยบาย เนื่องจากตั้งแต่ไตรมาส 3 ปีก่อนราคาหุ้นขึ้นสูงมาก อีกทั้งราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น(พี/อี) ก็สูงกว่า 30 เท่า ถ้ามีการลดสัดส่วนไปบ้าง ก็เพราะแวลูเอชั่นของหุ้นปรับขึ้นไปก่อนหน้านี้มาก” แหล่งข่าวเปิดเผย
นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอกเชนฮอสปิทอล (BCH) กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ เพราะต้องรอแต่งตั้งอนุกรรมการพิจารณารายละเอียดอีกทีว่าจะมีรายละเอียดอย่างไร เกี่ยวกับยาก็มีที่เกี่ยวข้องกว่า 6,000 ชนิด เวชภัณฑ์อีกกว่า 1,000 ประเภท แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ขายหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลอย่างตื่นตระหนก (แพนิก) จนกดดันราคาหุ้นและมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ทุกตัวอย่างหนักแต่ภาพรวมการรักษาของโรงพยาบาลเอกชนมีไว้สำหรับเป็นทางเลือกของประชาชน ซึ่งมีส่วนที่กระทบทางอ้อมกับไทยเป็นอันดับหนึ่งด้าน “เมดิคอล ทัวริซึม” ที่ปัจจุบันอยู่อันดับหนึ่ง
สำหรับ BCH ปัจจุบันมีสัดส่วนผู้ประกันตนบัตรประกันสังคม 33-35% ของสัดส่วนรายได้ หรือ 8 แสนราย ปีนี้จะเพิ่มขึ้น 8.8 แสนราย อีกทั้งเป็นอันดับหนึ่งของอุตสาหกรรม ส่วนนี้จะไม่ได้รับผลกระทบเพราะมีกรอบราคาและประเภทที่ยาที่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอยู่แล้ว ส่วน 65% เป็นลูกค้าจ่ายเงินสด ซึ่ง 80% เป็นคนไข้เครือข่ายของโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ และ 20% เป็นเวิลด์เมดิคอลเซ็นเตอร์ (WMC) โดยเป็นสัดส่วนผู้ป่วยนอก (OPD) 30% ที่ราคาบิลส่วนใหญ่จะมีราคาค่ารักษาเฉลี่ยระดับกลางถึงล่าง ซึ่งถูกกว่ากลุ่มระดับพรีเมียม หากมีการปรับเรื่องราคาให้มีความสมดุลมากขึ้น มองว่า BCH จะได้ในมุมมองเชิงบวกเป็นหลักมากกว่าที่จะมีราคาเฉลี่ยสูงขึ้นจากปัจจุบัน
“ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า หุ้นกลุ่มการแพทย์ยังน่าลงทุนสำหรับการลงทุนระยะยาวเป็นธุรกิจที่สามารถเติบโตต่อเนื่อง เพราะประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุ อีกทั้งคนไทยหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพมากขึ้น จนมีความต้องการใช้บริการทางการแพทย์ ยา และเวชภัณฑ์อื่นๆ ต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ยังเป็นหุ้นที่ปลอดภัย (Defensive) ที่ไม่ได้อิงกับการเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจและจ่ายปันผลออกต่อเนื่อง จึงคิดว่าเรื่องนี้กระทบต่อหุ้นกลุ่มการแพทย์ระยะสั้นเท่านั้น และมาตรการการควบคุมราคาน่าจะมีความยืดหยุ่นคงไม่เท่ากันหมด เพราะไทยมีโรงพยาบาลหลายระดับและผู้บริโภคสามารถเลือกได้ว่าจะใช้บริการโรงพยาบาลระดับไหน จึงคิดว่าระยะยาวแล้วไม่น่าจะกระทบมาก







