
อานิสงส์บ้านล้านหลัง ดันธุรกิจรายเล็กจ่อโต
เริ่มต้นศักราชปี 2562 ปีจอไป ปีกุนก็มา
โดย อรวรรณ จารุวัฒนะถาวร
เริ่มต้นศักราชปี 2562 ปีจอไป ปีกุนก็มา เป็นธรรมเนียมที่ตัวแทนภาคธุรกิจต่างๆ รวมถึง “สมาคมไทยรับสร้างบ้าน” ที่จะมาส่งสัญญาณพร้อมคาดการณ์ถึงทิศทางและโอกาสของธุรกิจในปีนี้จะมีแนวโน้มเช่นไร รวมถึงบทสรุปสถานการณ์ในช่วงปี 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งข้อมูลต่างๆ ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงภาพรวมตลาดได้ชัดเจนขึ้น
สิทธิพร สุวรรณสุต นายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่า ปี 2562 คาดการณ์ปริมาณและมูลค่าตลาดบ้านสร้างเองมีแนวโน้มปรับตัวได้ดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มบ้านระดับราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ปัจจัยหลักๆ เป็นผลมาจากโครงการบ้านล้านหลังของรัฐบาล ซึ่งประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก
ทั้งนี้ ประเมินว่าโครงการดังกล่าว อานิสงส์คงจะตกอยู่เฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยและกลุ่มผู้รับสร้างบ้านน็อกดาวน์ที่เน้นเจาะตลาดบ้านระดับราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท เป็นส่วนใหญ่ และคาดว่าปริมาณและมูลค่าตลาดจะขยายตัวในต่างจังหวัดเป็นส่วนใหญ่
ขณะที่ความต้องการจะสร้างบ้านราคาหลังละ 3-20 ล้านบาท มีโอกาสขยายตัวได้สูงกว่าปีก่อน เนื่องจากต้นปี 2562 ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญและส่งผลดีในแง่ของความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและจะส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนเรื่องบ้านหรือที่อยู่อาศัยหลังใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่มีความต้องการปลูกสร้างบ้านบนที่ดินของตัวเองที่พฤติกรรมของกลุ่มนี้จะมีความระมัดระวังและอ่อนไหวต่อแนวโน้มการเมืองและเศรษฐกิจในอนาคต
อย่างไรก็ดี สมาคมประเมินว่าปริมาณและมูลค่าของตลาดบ้านสร้างเองในปี 2562 นั้น น่าจะขยายตัวได้ใกล้เคียงหรือเติบโตกว่าเล็กน้อย หากเปรียบเทียบกับในปีที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 1.4-1.5 แสนล้านบาท โดยกลุ่มธุรกิจรับสร้างบ้านจะมีแชร์ส่วนแบ่งตลาดประมาณ 1.6-1.7 หมื่นล้านบาทเศษ เติบโตเฉลี่ย 7-8%
สำหรับสัดส่วนตลาดคาดว่า แนวโน้มตลาดในภูมิภาคจะขยายตัวสูงกว่าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเฉพาะภาคตะวันออกและภาคอีสาน นอกจากนี้กลุ่มผู้ผลิตวัสดุรายใหญ่กลุ่มสถาปนิกออกแบบและผู้รับเหมาขนาดกลาง-ใหญ่ที่ให้บริการรับสร้างบ้าน คาดว่ามีส่วนแบ่งตลาดโตไปในทิศทางเดียวกัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 8,500-9,000 ล้านบาท
นอกจากนั้น ในปี 2562 ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ผู้ประกอบการจะต้องระมัดระวัง ไม่ว่าจะเป็นภาพรวมเศรษฐกิจประเทศที่อาจหดตัวจากผลกระทบของเศรษฐกิจโลก ต้นทุนวัสดุที่จะปรับตัวสูงขึ้นซึ่งมาจากความต้องการของตลาดสูงขึ้นจากการขยายตัวด้านโครงการก่อสร้างของภาครัฐ ปัญหาแรงงานขาดแคลน การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีก่อสร้างและการสื่อสาร ฯลฯ
ขณะที่การแข่งขันในตลาดยังคงสูง ซึ่งปัจจุบันในตลาดมีทั้งประเภทมืออาชีพและมือสมัครเล่น ดังนั้นผู้ประกอบการมืออาชีพตัวจริงจะต้องเร่งสร้างความเข้าใจอย่างถูกต้องชัดเจนและเห็นเป็นรูปธรรมว่าแตกต่างกับผู้รับเหมารายย่อยทั่วไปอย่างไร ทั้งนี้แรงกดดันจากผู้บริโภคในยุค 4.0 และการปรับตัวของผู้ประกอบการในภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องจะส่งผลให้มูลค่าบ้านและกำไรต่อหน่วยของผู้ประกอบการปรับตัวลดลงไม่น้อยกว่า 2-3%
สิทธิพร กล่าวว่า ส่วนภาพรวมตลาดสร้างบ้านเองในปี 2561 มูลค่าอยู่ที่ประมาณ 1.4 แสนล้านบาท ทั้งความต้องการสร้างบ้านประเภทบ้านเดี่ยวที่มีการขยายตัวขึ้นเล็กน้อย มีส่วนแบ่งตลาดมูลค่าราว 1.2 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 82% เป็นบ้านขนาดเล็กและบ้านสำเร็จรูปหรือบ้านน็อกดาวน์ ระดับราคาราว 8 แสน-1.5 ล้านบาท ซึ่งกลุ่มผู้รับเหมารายย่อยทั่วไปและกลุ่มผู้รับเหมาสร้างบ้านรายเล็กๆ ครองแชร์ส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้ผลิตวัสดุรายใหญ่ กลุ่มสถาปนิกและผู้รับเหมาขนาดกลาง-ใหญ่ ที่รับออกแบบและรับก่อสร้างบ้านขนาดใหญ่ ระดับราคา 20 ล้าน-200 ล้านบาท มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ราว 8,000 ล้านบาทเศษ หรือคิดเป็น 6% ของมูลค่าตลาดรวมบ้านสร้างเอง ในขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจรับสร้างบ้านทั่วประเทศมีจำนวนเกือบ 200 ราย มีส่วนแบ่งตลาดราว 1.6 หมื่นล้านบาทเศษ คิดเป็น 12% ของตลาดบ้านสร้างเอง โดยระดับราคา 3-20 ล้านบาทเป็นกลุ่มที่มีนิยมมากสุด
ด้านภาพรวมการแข่งขันในปี 2561 นั้น ตลาดในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่เป็นมืออาชีพมีการใช้กลยุทธ์แข่งขันอย่างรอบด้านและหลากหลายทั้งกลยุทธ์การตลาด ดีไซน์ คุณภาพ การให้บริการที่ครบวงจร รวมถึงความน่าเชื่อถือของแบรนด์หรือองค์กร ส่วนกลุ่มผู้ประกอบการในต่างจังหวัดจะเน้นแข่งขันด้านราคา โดยกลุ่มนี้นิยมเลือกใช้สื่อโซเชียลมีเดียในการสร้างการรับรู้และเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย
“แม้ภาพรวมตลาดจะมีการแข่งขันรุนแรง แต่บรรดาสมาชิกสมาคมก็สามารถปรับตัวและมีตัวเลขยอดขายรวมเติบโตกว่าปีก่อน สำหรับปี 2562 ยังเป็นปีแห่งโอกาสซึ่งผู้ประกอบการต้องปรับตัวต่อเนื่องเพื่อรองรับการแข่งขันในตลาด” สิทธิพร กล่าว
ทั้งนี้ เห็นว่าผู้ประกอบการควรนำเทคโนโลยีก่อสร้าง เทคโนโลยีการสื่อสาร มาปรับใช้ในงานมากขึ้นและเกิดประโยชน์มากที่สุด ปัจจุบันมีแอพพลิเคชั่นให้เลือกนำมาใช้ปฏิบัติงานเพื่อความคล่องตัวแทนการทำงานแบบเดิมๆ ที่ยุคนี้แข่งขันคือความสะดวกและรวดเร็ว
นอกจากนี้ แรงกดดันของผู้บริโภคอาจทำให้กำไรต่อหน่วยมีแนวโน้มลดลง ผู้ประกอบการอาจต้องเพิ่มปริมาณการผลิตหรือจำนวนหน่วยก่อสร้างมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งการนำเทคโนโลยีก่อสร้างที่ช่วยลดการใช้แรงงานคน น่าจะเป็นทางออกทางหนึ่งที่ผู้ประกอบการควรหันมาพิจารณาและปรับตัว
สิทธิพร กล่าวว่า ในปี 2561 ที่ผ่านมา แม้ผู้ประกอบการหลายรายยอดขายทรงตัวแต่ก็เหนื่อยหนักกว่าจะได้มา ดังนั้นในปี 2562 จึงตั้งความหวังว่าน่าจะดีให้ตรงกับปีกุนหรือปีหมู แต่ทว่าจะเป็น “หมูในอวย” หรือ “หมูป่าเขี้ยวตัน” ก็ต้องลุ้นกัน







