posttoday
‘สัมผัส’วัฒนธรรม ที่จับต้องไม่ได้

‘สัมผัส’วัฒนธรรม ที่จับต้องไม่ได้

01 มกราคม 2562

ตามที่ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโกเมื่อปี 2559

โดย กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : คลังภาพโพสต์ทูเดย์ 

ตามที่ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโกเมื่อปี 2559 ด้านองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือ อพท. ได้ต่อยอดการเป็นภาคีด้วยการส่งเสริมให้ชุมชนต่อยอดวัฒนธรรมในท้องถิ่นสู่กิจกรรมการท่องเที่ยว

มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Cultural Heritage) แบ่งเป็น 5 ประเภท ได้แก่ หนึ่ง ประเพณีและมุขปาฐะ (เรื่องราวที่เล่าต่อกันมา) สอง ศิลปะการแสดง สาม แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม และเทศกาลต่างๆ สี่ ความรู้ ธรรมชาติ และจักรวาล และ ห้า ฝีมือช่างและประเพณีนิยม ส่วนวัฒนธรรมที่จับต้องได้คือ กลุ่มโบราณสถาน หรือโบราณวัตถุที่สามารถสัมผัสได้ทางกายภาพ

ดร.ชูวิทย์ มิตรชอบ รองผู้อำนวยการ อพท. กล่าวว่า อพท.เป็นหน่วยงานเจ้าภาพหลักในเรื่องการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม โดยใช้องค์ความรู้และนวัตกรรมผนวกกับจุดแข็งเชิงวิถีชีวิตและมรดกภูมิปัญญา เพื่อสร้างสรรค์คุณค่าและมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า พัฒนากิจกรรม และบริการด้านการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ๆ บนฐานของทุนทางวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น

ฉะนั้น เมื่อประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ อพท. จึงได้จัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ ร่วมกับกรมส่งเสริมวัฒนธรรม สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และยูเนสโก ให้ความรู้แก่บุคลากรที่เกี่ยวข้องในการนำมรดกทางวัฒนธรรมในพื้นที่พิเศษของ อพท.ทั้ง 9 เขต ต่อยอดสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ รัฐบาลยังตอบรับการเป็นภาคีอนุสัญญาดังกล่าวด้วยการออกพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ปี 2559 เพื่อสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ด้วย

“เมื่อสงวนรักษาวัฒนธรรมไว้แล้วจะสร้างคุณค่าและมูลค่าด้านการท่องเที่ยวต่อไปอย่างไร” ดร.ชูวิทย์ กล่าว “เราจึงร่วมมือกับสถาบันไทยคดีศึกษา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำงานวิจัยด้านวัฒนธรรมไว้อย่างหลากหลาย จัดเวิร์กช็อปและให้ความรู้กับบุคลากรของ อพท. เพื่อสกัดความคิดว่าในพื้นที่ทั้ง 9 เขตมีเรื่องราวของมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้อะไรบ้าง”

‘สัมผัส’วัฒนธรรม ที่จับต้องไม่ได้

พื้นที่พิเศษของ อพท.ได้แก่ คุ้งบางกะเจ้า จ.สมุทรปราการ (อพท.1) เขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมอีสานใต้ (อพท.2) เขตพัฒนาการท่องเที่ยวฝั่งทะเลตะวันออก ได้แก่ เมืองพัทยา เกาะช้าง เกาะไผ่ (อพท.3) เขตพัฒนาการท่องเที่ยวมรดกโลกด้านวัฒนธรรม ได้แก่ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร (อพท.4) เขตพัฒนาการท่องเที่ยววิถีชีวิตลุ่มแม่น้ำโขง จ.เลย (อพท.5) เขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมล้านนาและพื้นที่พิเศษเมืองเก่าน่าน (อพท.6) เขตพัฒนาการท่องเที่ยวลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนกลางและพื้นที่พิเศษเมืองโบราณอู่ทอง (อพท.7) เขตพัฒนาการท่องเที่ยวฝั่งทะเลตะวันตก (อพท.8) และเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอันดามันและเขตพัฒนาการท่องเที่ยวหมู่เกาะทะเลใต้ (อพท.9)

ดร.ชูวิทย์ ยกตัวอย่างพื้นที่ อพท.4 ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้อย่างอุทยานประวัติศาสตร์ถึง 3 แห่ง แต่ในพื้นที่ยังมีประเพณีที่น่าสนใจอย่างประเพณีแห่ช้างบวชนาค ที่จัดขึ้นทุกวันที่ 7 เม.ย.ของทุกปี ณ วัดหาดเสี้ยว อ.ศรีสัชนาลัย ซึ่งเป็นประเพณีบวชนาคที่มีเอกลักษณ์แตกต่างจากที่อื่น

หรือในพื้นที่ อพท.6 มีเทศกาลแข่งเรือเอกลักษณ์น่าน ที่สะท้อนวิถีชีวิตผู้คนที่มีความผูกพันกับแม่น้ำน่าน โดยฝีพายทุกคนต้องเป็นลูกหลานเมืองน่าน ไม้ที่นำมาต่อเรือก็ต้องเป็นไม้ที่ปลูกใน จ.น่าน และจัดขึ้นในช่วงประเพณีตานก๋วยสลากตามวิถีปฏิบัติแต่โบราณที่ชาวบ้านจะแจวเรือไปทำบุญที่วัด

หรือในพื้นที่ อพท.7 เมืองโบราณอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี มีเพลงกล่อมเด็กของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยพวน ณ ชุมชนบ้านเขาพระ ซึ่งเป็นประเพณีที่เกือบจะสูญหาย มีผู้สืบทอดเพียง 2-3 คน อพท.จึงร่วมมือกับอาศรมศิลป์ พยายามนำเพลงกล่อมเด็กเข้าไปสู่รูปแบบพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน เก็บรักษาบทเพลงกล่อมเด็กในรูปแบบของไฟล์เสียงและนำเสนอให้นักท่องเที่ยวรู้จัก แม้ในชีวิตประจำวันแทบไม่หลงเหลือการกล่อมเด็กด้วยเพลงดั้งเดิมอยู่แล้วก็ตาม

“หัวใจสำคัญของภารกิจนี้คือ เราต้องนำวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้มาแปลงให้เป็นคุณค่าซึ่งสัมพันธ์เชื่อมโยงกับเรื่องราวการท่องเที่ยว โดยการจะเพิ่มคุณค่านั้นต้องเข้าถึง แบ่งปัน และใช้ประโยชน์ได้ นั่นคือ วัฒนธรรมต้องเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่าย มีการแบ่งปันสู่นักท่องเที่ยว และชุมชนจะต้องได้ประโยชน์ด้วย เพื่อให้วัฒนธรรมที่คนอาจมองว่าอยู่บนหิ้ง แตะต้องไม่ได้ นำมาพัฒนาเชื่อมโยงกับกิจกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งการพัฒนาต้องมีระเบียบวิธี ต้องไม่เปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ ถ้าจะทำให้ร่วมสมัยต้องทำให้รูปแบบการนำเสนอร่วมสมัย แต่ไม่บิดเบือนเนื้อแท้ดั้งเดิม”

‘สัมผัส’วัฒนธรรม ที่จับต้องไม่ได้

รองผู้อำนวยการ อพท.กล่าวด้วยว่า เสน่ห์ของการท่องเที่ยวอยู่ที่เรื่องเล่า หากนักท่องเที่ยวได้ซึมซับเรื่องราวในสถานที่จริงจะทำให้สนุกและความสุขมากขึ้น “การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนวัดกันด้วยความสุขเท่านั้นเอง ความสุขที่เราได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ซึ่งเป็นภารกิจของ อพท.ที่ต้องไปพัฒนาเรื่องเล่าเหล่านี้จากวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ทั้ง 5 ประเภทออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ทางการท่องเที่ยว”

นอกจากนี้ หลักการทำงานกับชุมชนอยู่ภายในเงื่อนไข 2 ข้อ คือ ความพร้อม และความเต็มใจ กล่าวคือ บางพื้นที่มีเรื่องเล่า มีประเพณีที่น่าสนใจ แต่ยังไม่อยากนำเสนอให้นักท่องเที่ยวก็ต้องเคารพการตัดสินใจของคนในชุมชน หรือบางพื้นที่อยากทำการท่องเที่ยวแต่ยังไม่มีความพร้อม อพท.จะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงเข้าไปช่วยต่อยอดเรื่องเล่าให้มีระบบ ระเบียบ และพร้อมที่จะนำเสนอต่อนักท่องเที่ยว

“เราไม่ได้ไปบอกชาวบ้านว่าทำท่องเที่ยวแล้วจะรวย เราไม่อยากให้เขาเปลี่ยนแปลงอาชีพประจำที่เคยทำมา เพราะการท่องเที่ยวเป็นธุรกิจที่เปราะบาง เมื่อเจอภัยธรรมชาติ การก่อการร้าย และเศรษฐกิจตกต่ำก็จะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวแล้ว ดังนั้นเราจึงไม่อยากให้ชาวบ้านทิ้งไร่ทิ้งนามา
บอกเล่าเรื่องราวให้นักท่องเที่ยวอย่างเดียว แต่อยากให้ทำเป็นรายได้เสริมและมีความสุขในการทำ”

เมื่อปีที่ผ่านมา เทรนด์การท่องเที่ยวชุมชนได้รับความนิยมอย่างมากทั้งในไทยและทั่วโลกดร.ชูวิทย์ มองว่า ต่อจากนี้ไปการท่องเที่ยวชุมชนจะไม่ได้เป็นกระแสนิยม แต่จะกลายเป็นการท่องเที่ยวกระแสหลัก เนื่องจากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวในปัจจุบันให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมพื้นถิ่นที่ไม่คุ้นเคย ดังนั้นไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหนก็อยากไปเห็น ไปชิม ไปสัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ๆ ในพื้นถิ่นที่ไม่เคยไปเยือน

“แต่สิ่งที่ท้าทายกว่าคือ จะทำอย่างไรให้การท่องเที่ยวชุมชนเป็นการท่องเที่ยวโดยชุมชนตัวจริง เป็นชุมชนแท้ ไม่ใช่ชุมชนเทียมที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อการท่องเที่ยวและเปิดโอกาสให้คนภายนอกเข้ามาหาผลประโยชน์ จนส่งผลกระทบต่อชาวบ้านตัวจริง”

‘สัมผัส’วัฒนธรรม ที่จับต้องไม่ได้

ตลอดระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา อพท.ได้นำเกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก หรือ GSTC (Global Sustainable Tourism Criteria) ของสภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลกมาใช้เป็นตัวชี้วัดในการทำงาน โดยปีนี้ (2562) จะมีการอบรมอาจารย์จากมหาวิทยาลัย 19 แห่งในพื้นที่พิเศษของ อพท.มาทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินแหล่งท่องเที่ยว 6 แหล่งที่นำเกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลกไปใช้ เพื่อให้ทราบผลการดำเนินงานและทราบวิธีการแก้ไขในจุดที่บกพร่อง ซึ่งหนึ่งในเกณฑ์ของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่ต้องประเมินคือ การปกป้องมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในแหล่งท่องเที่ยว

ด้าน ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงความสำคัญของอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ว่า อนุสัญญาฉบับนี้ของยูเนสโกเกิดขึ้นเมื่อปี 2546 เพื่อต้องการให้มนุษยชาติตระหนักถึงคุณค่าของความหลากหลายทางวัฒนธรรม เพื่อที่จะได้อยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขและเคารพซึ่งกันและกัน ซึ่งปัจจุบันวัฒนธรรมที่มนุษย์สร้างสรรค์และถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นกำลังเสี่ยงต่อการสูญเสียจากความเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วของโลก โดยเฉพาะกระแสโลกาภิวัตน์ สงคราม และภัยธรรมชาติ

“คำว่าวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง สัมผัสไม่ได้ (Untouchable) แต่หมายถึง สิ่งหนึ่งเมื่อปฏิบัติแล้วมันหายไป เช่น ทักษะในการเล่นดนตรีที่ถ่ายทอดจากคนหนึ่งไปสู่อีกคน ทักษะดนตรีนั้นมันจับต้องไม่ได้แต่มันสามารถกลับมาปฏิบัติได้อีก เพราะสิ่งนั้นมันผูกติดกับคนและถ่ายทอดจากคนสู่คน ดังนั้นเมื่อหมดคนปฏิบัติวัฒนธรรมก็จะหายไป ซึ่งต่างจากโบราณสถาน โบราณวัตถุ ที่อยู่นิ่งอยู่ที่เดิม อนุสัญญานี้ตระหนักว่าวัฒนธรรมบางอย่างไม่ควรปล่อยให้สูญหายไป เพราะเป็นสิ่งที่ดีงามที่มนุษย์ได้สร้างสรรค์ขึ้นมา และควรจะร่วมกันสร้างความตระหนักรับรู้ด้วยการนำขึ้นทะเบียนเป็นทะเบียนตัวแทน (Representative List) มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ เพื่อให้คนทั้งโลกรู้ว่า มีการปฏิบัติแบบนี้ในช่วงเวลานี้ ณ สถานที่แห่งนี้”

ประเทศไทยมีการขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม จำนวนหลายร้อยรายการ เช่น โนราห์ การนวดไทย การละเล่นรีรีข้าวสาร ซึ่งการที่จะนำไปสู่การขึ้นทะเบียนของยูเนสโกได้ต้องมีความสำคัญเร่งด่วน และไม่ควรปล่อยให้สูญหายไป โดยหลังจากที่ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาในปี 2559 สามารถขึ้นทะเบียน “โขน” เป็นตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติได้สำเร็จ

“เมื่อประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาฉบับนี้แล้ว เป็นเหมือนการให้คำมั่นสัญญาต่อโลกใบนี้ว่า เราจะรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ทั้งที่ขึ้นทะเบียนแล้วหรือยังไม่ขึ้นทะเบียนให้คงอยู่ ซึ่งนอกจากการสงวนรักษา ยังต้องส่งเสริมให้คงอยู่ต่อไป อย่างการต่อยอดวัฒนธรรมไปสู่การท่องเที่ยวก็เป็นวิธีหนึ่งเพื่อรักษาวัฒนธรรมไว้”

‘สัมผัส’วัฒนธรรม ที่จับต้องไม่ได้

ดร.อนุชา กล่าวเสริมว่า วัฒนธรรมเปรียบเสมือนน้ำที่ไม่หยุดนิ่ง ดังนั้นการจับวัฒนธรรมแช่แข็งจึงไม่ถูกต้องเพราะทุกวัฒนธรรมมีการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด “โลกปัจจุบันคือโลกอีกแบบหนึ่งที่คนโบราณเคยเห็น และปัจจุบันจะกลายเป็นอีกโลกหนึ่งของคนในอนาคต วัฒนธรรมมันมีการไหลเคลื่อนไป มีการปรับตัว และมันต้องคงอยู่ต่อไปถ้าสิ่งนั้นเป็นสิ่งดีงาม”

ไม่มีมนุษย์คนไหนที่ไร้วัฒนธรรม แม้กระทั่งคนป่าที่ตัดขาดจากโลกภายนอกก็ยังมีวิถีปฏิบัติภายในชุมชน แต่คนอื่นจะตัดสินว่าวัฒนธรรมนั้นดีหรือไม่ก็เป็นการมองด้วยค่านิยมส่วนตัว อนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้จึงเป็นการป่าวประกาศว่า โลกใบนี้มีวัฒนธรรมอันหลากหลายและมีแง่งาม เพื่อยุติการตัดสินผู้อื่นและสร้างโลกที่อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ภายใต้ความเข้าใจและเคารพความแตกต่างซึ่งกันและกัน

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน