
เงินนอกท่วมประเทศยอดทะลุ3.3แสนล้าน
โพสต์ทูเดย์ — 8 เดือนแรกของปีนี้เงินทุนไหลเข้าแล้ว 3.3 แสนล้านบาท จนทำให้เพิ่มต้นทุนในการดูแลค่าเงินบาทมากขึ้น แนะรัฐบาลลดงบกระตุ้นเศรษฐกิจ นางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ (ตั้งแต่ ม.ค.ส.ค.) ปรากฏว่ามีปริมาณเงินทุนไหลเข้าไทยแล้วทั้งสิ้น 1.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.3 แสนล้านบาท หากคิดอัตราแลกเปลี่ยนที่ระดับ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และเท่าที่ติดตามดูเงินทุนไหลเข้าในช่วงเดือน ก.ค.ส.ค. ปริมาณเงินไหลเข้าค่อนข้างเร่งตัวขึ้นมาก แต่มาถึงเดือน ก.ย. เงินทุนไหลเข้าเริ่มชะลอลงบ้างแล้ว แต่ยังเข้ามาอยู่ นางสุชาดา กล่าวว่า ในระยะต่อไปต้องติดตามมาตรการเพิ่มเงินเข้าสู่ระบบของสหรัฐ เพราะมีผลต่อปริมาณเงินของโลก แต่ก็ไม่น่าห่วงมาก เพราะตลาดเงินมีการตอบมาตรการนี้โดยการปรับแข็งค่าขึ้นบ้างแล้ว ปริมาณเงินไหลเข้าในอนาคตจะกลับมาเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ขึ้นอยู่กับมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ที่สหรัฐจะเพิ่มการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ “จากสถานการณ์การเงินช่วงนี้ ยอมรับว่า ธปท.มีต้นทุนในการเข้าไปดูแลความผันผวนและการแข็งค่า
โพสต์ทูเดย์ — 8 เดือนแรกของปีนี้เงินทุนไหลเข้าแล้ว 3.3 แสนล้านบาท จนทำให้เพิ่มต้นทุนในการดูแลค่าเงินบาทมากขึ้น แนะรัฐบาลลดงบกระตุ้นเศรษฐกิจ
นางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ (ตั้งแต่ ม.ค.ส.ค.) ปรากฏว่ามีปริมาณเงินทุนไหลเข้าไทยแล้วทั้งสิ้น 1.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.3 แสนล้านบาท หากคิดอัตราแลกเปลี่ยนที่ระดับ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และเท่าที่ติดตามดูเงินทุนไหลเข้าในช่วงเดือน ก.ค.ส.ค. ปริมาณเงินไหลเข้าค่อนข้างเร่งตัวขึ้นมาก แต่มาถึงเดือน ก.ย. เงินทุนไหลเข้าเริ่มชะลอลงบ้างแล้ว แต่ยังเข้ามาอยู่
นางสุชาดา กล่าวว่า ในระยะต่อไปต้องติดตามมาตรการเพิ่มเงินเข้าสู่ระบบของสหรัฐ เพราะมีผลต่อปริมาณเงินของโลก แต่ก็ไม่น่าห่วงมาก เพราะตลาดเงินมีการตอบมาตรการนี้โดยการปรับแข็งค่าขึ้นบ้างแล้ว ปริมาณเงินไหลเข้าในอนาคตจะกลับมาเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ขึ้นอยู่กับมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ที่สหรัฐจะเพิ่มการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
“จากสถานการณ์การเงินช่วงนี้ ยอมรับว่า ธปท.มีต้นทุนในการเข้าไปดูแลความผันผวนและการแข็งค่าของเงินบาทมากขึ้น จากการซื้อเงินเหรียญสหรัฐเข้ามาโดยตรง การตีราคาที่ต่อไปเงินบาทแข็งการตีราคาในบัญชีก็น่าจะเพิ่มขึ้น และยังต้องดูดซับปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้น จากเงินเหรียญสหรัฐที่เข้ามามากขึ้น ด้วยการออกพันธบัตร ธปท. ซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า หรือการซื้อคืนพันธบัตรโดยตรงกับประเทศคู่ค้าของ ธปท. ซึ่งก็มีต้นทุนไม่เท่ากัน” นางสุชาดา กล่าว
ด้านนายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือ ต้องดูแลเศรษฐกิจไทยในระยะยาว มากกว่าภาพเศรษฐกิจระยะสั้น เนื่องจากเห็นว่าความเสี่ยงในอนาคตมีแนวโน้มที่อาจจะมีมากขึ้น โดยเฉพาะเงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้ามาปริมาณมาก ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวสูง หากมีการปล่อยสินเชื่อของภาคธนาคารพาณิชย์มากขึ้น อาจนำไปสู่ปัญหาอัตราเงินเฟ้อสูงได้ ดังนั้น ธปท.ต้องดูแลระดับการขยายตัวของสินเชื่อให้เหมาะสม ให้มีคุณภาพมีการดูแลความเสี่ยงที่ดี
อย่างไรก็ตาม ถ้าเศรษฐกิจยังสามารถขยายตัวได้ดีก็ต้องทำให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพ อัตราดอกเบี้ยนโยบายควรจะต้องปรับสูงขึ้น เพื่อดูแลให้เศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง
“ถ้าเศรษฐกิจขยายตัวได้ดี อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น และมีความเสี่ยงจากราคาสินทรัพย์ จากปัญหาฟองสบู่ ก็มีความจำเป็นที่ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อดูแลเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพ” นายบัณฑิต กล่าว
นายบัณฑิต เปิดเผยว่า การดูแลอัตราแลกเปลี่ยนจากผลกระทบเงินทุนไหลเข้าในช่วงระยะสั้นที่มีปริมาณมาก สิ่งสำคัญคือ ต้องสร้างความสามารถในการปรับตัวให้กับภาคเอกชนต้องดูแลความผันผวนของค่าเงินให้ส่งออกปรับตัวได้ และต้องมีมาตรการเพิ่มเติม เพื่อช่วยเหลือการปรับตัวของธุรกิจเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอีให้สามารถปรับตัวต่อได้ง่ายขึ้นด้วย เช่น เรื่องการทำประกันความเสี่ยง การเข้าถึงแหล่งเงินทุนเป็นต้น
ทั้งนี้ ในระยะยาวต้องดูแลเงินทุนไหลเข้าที่เข้ามามาด้วย โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งธนาคารพาณิชย์ ที่ต้องดูแลการซื้อขายเงินตราต่างประเทศให้เป็นไปตามเกณฑ์ของธปท.อย่างเคร่งครัด เพื่อลดโอกาสการเก็งกำไร และรักษามาตรฐานการปล่อยสินเชื่อ ขณะเดียวกันแง่การใช้จ่ายของภาครัฐ ก็ควรตัดทอนงบการใช้จ่ายที่จะไปกระตุ้นเศรษฐกิจให้น้อยลง เพราะแรงขับเคลื่อนการลงทุนมีแรงจากเงินทุนไหลเข้าอยู่แล้ว
นางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ (ตั้งแต่ ม.ค.ส.ค.) ปรากฏว่ามีปริมาณเงินทุนไหลเข้าไทยแล้วทั้งสิ้น 1.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.3 แสนล้านบาท หากคิดอัตราแลกเปลี่ยนที่ระดับ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และเท่าที่ติดตามดูเงินทุนไหลเข้าในช่วงเดือน ก.ค.ส.ค. ปริมาณเงินไหลเข้าค่อนข้างเร่งตัวขึ้นมาก แต่มาถึงเดือน ก.ย. เงินทุนไหลเข้าเริ่มชะลอลงบ้างแล้ว แต่ยังเข้ามาอยู่
นางสุชาดา กล่าวว่า ในระยะต่อไปต้องติดตามมาตรการเพิ่มเงินเข้าสู่ระบบของสหรัฐ เพราะมีผลต่อปริมาณเงินของโลก แต่ก็ไม่น่าห่วงมาก เพราะตลาดเงินมีการตอบมาตรการนี้โดยการปรับแข็งค่าขึ้นบ้างแล้ว ปริมาณเงินไหลเข้าในอนาคตจะกลับมาเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ขึ้นอยู่กับมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ที่สหรัฐจะเพิ่มการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
“จากสถานการณ์การเงินช่วงนี้ ยอมรับว่า ธปท.มีต้นทุนในการเข้าไปดูแลความผันผวนและการแข็งค่าของเงินบาทมากขึ้น จากการซื้อเงินเหรียญสหรัฐเข้ามาโดยตรง การตีราคาที่ต่อไปเงินบาทแข็งการตีราคาในบัญชีก็น่าจะเพิ่มขึ้น และยังต้องดูดซับปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้น จากเงินเหรียญสหรัฐที่เข้ามามากขึ้น ด้วยการออกพันธบัตร ธปท. ซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า หรือการซื้อคืนพันธบัตรโดยตรงกับประเทศคู่ค้าของ ธปท. ซึ่งก็มีต้นทุนไม่เท่ากัน” นางสุชาดา กล่าว
ด้านนายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือ ต้องดูแลเศรษฐกิจไทยในระยะยาว มากกว่าภาพเศรษฐกิจระยะสั้น เนื่องจากเห็นว่าความเสี่ยงในอนาคตมีแนวโน้มที่อาจจะมีมากขึ้น โดยเฉพาะเงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้ามาปริมาณมาก ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวสูง หากมีการปล่อยสินเชื่อของภาคธนาคารพาณิชย์มากขึ้น อาจนำไปสู่ปัญหาอัตราเงินเฟ้อสูงได้ ดังนั้น ธปท.ต้องดูแลระดับการขยายตัวของสินเชื่อให้เหมาะสม ให้มีคุณภาพมีการดูแลความเสี่ยงที่ดี
อย่างไรก็ตาม ถ้าเศรษฐกิจยังสามารถขยายตัวได้ดีก็ต้องทำให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพ อัตราดอกเบี้ยนโยบายควรจะต้องปรับสูงขึ้น เพื่อดูแลให้เศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง
“ถ้าเศรษฐกิจขยายตัวได้ดี อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น และมีความเสี่ยงจากราคาสินทรัพย์ จากปัญหาฟองสบู่ ก็มีความจำเป็นที่ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อดูแลเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพ” นายบัณฑิต กล่าว
นายบัณฑิต เปิดเผยว่า การดูแลอัตราแลกเปลี่ยนจากผลกระทบเงินทุนไหลเข้าในช่วงระยะสั้นที่มีปริมาณมาก สิ่งสำคัญคือ ต้องสร้างความสามารถในการปรับตัวให้กับภาคเอกชนต้องดูแลความผันผวนของค่าเงินให้ส่งออกปรับตัวได้ และต้องมีมาตรการเพิ่มเติม เพื่อช่วยเหลือการปรับตัวของธุรกิจเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอีให้สามารถปรับตัวต่อได้ง่ายขึ้นด้วย เช่น เรื่องการทำประกันความเสี่ยง การเข้าถึงแหล่งเงินทุนเป็นต้น
ทั้งนี้ ในระยะยาวต้องดูแลเงินทุนไหลเข้าที่เข้ามามาด้วย โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งธนาคารพาณิชย์ ที่ต้องดูแลการซื้อขายเงินตราต่างประเทศให้เป็นไปตามเกณฑ์ของธปท.อย่างเคร่งครัด เพื่อลดโอกาสการเก็งกำไร และรักษามาตรฐานการปล่อยสินเชื่อ ขณะเดียวกันแง่การใช้จ่ายของภาครัฐ ก็ควรตัดทอนงบการใช้จ่ายที่จะไปกระตุ้นเศรษฐกิจให้น้อยลง เพราะแรงขับเคลื่อนการลงทุนมีแรงจากเงินทุนไหลเข้าอยู่แล้ว







