
ทริดี้ชี้อุตฯโทรคมชะงัก2แสนล้านหลัง3จีไม่เกิด
ทริดี้ระบุอุตสาหกรรมโทรคมนาคมชะงัก 2 แสนล้านบาท หลังประมูล 3 จีไม่เกิด วอนค่ายมือถือหันใช้ผลิตภัณฑ์ในประเทศ
ทริดี้ระบุอุตสาหกรรมโทรคมนาคมชะงัก 2 แสนล้านบาท หลังประมูล 3 จีไม่เกิด วอนค่ายมือถือหันใช้ผลิตภัณฑ์ในประเทศ
นายสุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยสถาบันวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม หรือ ทริดี้ เปิดเผยว่า ขณะนี้มูลค่ากรรลงทุนในอุตาสาหกรรมโทรคมนาคมต้องหายไปมากกว่า 2 แสนล้านบาท หลังการประมูล 3 จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิร์ตซ ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. ที่ไม่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ เนื่องจากหากการประมูล 3 จีเกิด ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แต่ละรายจะต้องลงทุนไม่ต่ำกว่ารายละ 5 หมื่นล้านบาท แต่ขณะนี้ทุกอย่างต้องหยุดชะงักลง ประกอบกับ รายได้รวมทั้งอุตสาหกรรมก็ลดลง จากการที่ผู้ใช้มือถือเติบโตช้าลง และการชะลอตัวของบริการโทรศัพท์พื้นฐาน ส่งผลให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไม่สดใส และมูลค่าการลงทุนไม่เกิด
นายสุพจน์ กล่าวว่า ปัจจัยที่จะสามารถช่วยให้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมในประเทศขณะนี้ดีขึ้น คือ การที่ผู้ให้บริการที่ได้รับใบอนุญาตให้บริการ หรือ ไลเซ่นส์ หันมาใช้อุปกรณ์ แอพพลิเคชั่น ที่เกิดจากการค้นคว้าและพัฒนา หรือ อาร์แอนด์ดี จากผู้ประกอบการภายในประเทศ
ในส่วนของ กทช. ได้เตรียมออกประกาศมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ซึ่งประกาศดังกล่าวจะเปิดให้ ผู้ที่ได้รับไลเซ่นส์ และใช้ผลิตภัณฑ์ในประเทศสามารถนำเม็ดเงินลงทุนที่ใช้ไปหักส่วนลดบริการโทรคมนาคมเพื่อสาธารณะ หรือ ยูเอสโอได้
นายสุพจน์ กล่าวว่า ประกาศฉบับนี้จะเป็นประโยชน์โดยตรงจากบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์และพัฒนาในประเทศ ซึ่งขณะนี้มีอยู่กว่า 40 บริษัทที่จะได้รับประโยชน์ 30-40% ของมูลค่าการลงทุน หรือ คิดเป็นเม็ดเงิน 1 หมื่นล้านบาทภายใน 5 ปี
นอกจากนี้ยังช่วยให้ตลาดแอพพลิเคชั่นเติบโตขึ้นจากปัจจุบันอีก 2 เท่า หรือ มีมูลค่า 7,000 ล้านบาท และผลักดันให้ผู้ผลิตที่มีศักยภาพหลักๆ คือ บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไร้สาย หรือ ไวแมกซ์ การปรับโครงข่ายการสื่อสาร เป็นโครงข่ายยุคหหน้า หรือ เอ็นจีเอ็น หรือ เอฟทีทีเอช ได้มีโอกาสเปิดตลาดในประเทศและสร้างรายได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานภาครัฐอย่าง ทีโอที และ กสท โทรคมนาคม ควรจะให้ความสำคัญในเรื่องนี้มากขึ้น เพราะที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐเองไม่มีนโยบายให้ใช้ผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการในประเทศ มีเพียงผู้ให้บริการเอกชนที่ให้ความร่วมมือ







