posttoday

เฉลิมฉลอง 350 ปี มิสซังสยามที่บ้านหัวไผ่

14 ตุลาคม 2561

ย้อนรอยประวัติศาสตร์ เฉลิมฉลอง 350 ปีมิสซังสยาม 75 ปีสังฆมณฑลจันทบุรี และ 140 ปี

โดย เนาวรัตน์ สุขสำราญ 

ย้อนรอยประวัติศาสตร์ เฉลิมฉลอง 350 ปีมิสซังสยาม 75 ปีสังฆมณฑลจันทบุรี และ 140 ปี วัดนักบุญฟิลิปและยากอบ หัวไผ่ พร้อมๆ กับการจัดงานวัน “รู้คุณแผ่นดิน” กระตุ้นเตือนให้คริสตชนรู้คุณค่าของผืนแผ่นดินที่ทำมาหากินตั้งแต่อดีตบรรพบุรุษมาจนถึงปัจจุบัน ภายใต้การบุกเบิกของบาทหลวงมาธือแรง ฟรังซัว มารี เกโก มิชชันนารีแห่งศาสนจักรคาทอลิกประเทศฝรั่งเศส

ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์

เฉลิมฉลอง 350 ปี มิสซังสยามที่บ้านหัวไผ่

พระสังฆราช ซิลวีโอ สิริพงษ์ จรัสศรี ประมุขแห่งสังฆมณฑลจันทบุรี เป็นประธานเปิดงาน “ร่วมย้อนรอยรำลึกประวัติศาสตร์ พระศาสนจักรไทย 350 ปี หรือมิสซังสยาม” พร้อมจัดนิทรรศการและละครเพลงรำลึกบาทหลวงมาธือแรง ฟรังซัว มารี เกโก ผู้บุกเบิกสร้างโบสถ์และชุมชนบ้านหัวไผ่ อ.พานทอง จ.ชลบุรี เมื่อเกือบ 140 ปีที่ผ่านมา งานนี้จัดขึ้นเมื่อต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา

วัตถุประสงค์ของการจัดงาน เพื่อรำลึกถึงประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักรไทย การเข้ามาเผยแพร่คริสต์ศาสนา เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อ 350 ปีมาแล้ว ตามบันทึกที่ปรากฏเป็นหลักฐาน ผลงานและภารกิจของบรรดามิชชันนารี การสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ตั้งแต่สมัยอยุธยา กรุงรัตนโกสินทร์ มาจนถึงปัจจุบัน

หัวใจสำคัญที่สุด คือ วันที่ 1 ต.ค.ของทุกปี เป็นวันรู้คุณแผ่นดิน ของพระศาสนจักรไทยมีการรำลึกถึงบาทหลวงมาธือแรง ฟรังซัวมารี เกโก ซึ่งเป็นพระสงฆ์ มิชชันนารี คณะมิสซังต่างประเทศ แห่งกรุงปารีส ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกกลุ่มคริสตชน แห่งชุมชนวัดนักบุญฟิลิปและยากอบ หัวไผ่ เป็นผู้สร้างพื้นแผ่นดินแห่งความเชื่อไว้ให้กับลูกหลานชาวบ้านหัวไผ่ อ.พานทอง จ.ชลบุรี มาจนทุกวันนี้ เป็นระยะเวลา 140 ปี โดยบุกเบิกร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ต่อสู้กับข้าราชการฉ้อฉล การกดขี่ทารุณของเจ้านายฝ่ายปกครองต่อทาส บุกร้างถางป่า ใช้อาสาสมัครสร้างวัดสร้างโรงเรียน และที่ดินทำกินให้กับคริสตชน จนกระทั่งได้จัดที่ให้อยู่ให้ทำกิน แต่ห้ามซื้อขาย

ปัจจุบันมีที่ดินทำกินกันถ้วนหน้า รวมพื้นที่กว่า 1 หมื่นไร่ ในกลุ่มครอบครัวชาวคริสต์กว่า 3,000 ครอบครัว เช่าทำมาหากินได้ในราคาถูก แต่ไม่สามารถจำหน่ายและจำนองได้ แต่ตกทอดถึงลูกหลานสืบต่อกันมาหลายเจเนอเรชั่น

โดยกิจกรรมมีนิทรรศการเกี่ยวกับความเป็นมาของพระศาสนจักรไทย ที่เริ่มเข้ามาเผยแพร่ตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาตอนปลาย สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พ.ศ. 2212 เมื่อ 350 ปีที่แล้ว ขยายมาจนถึงปัจจุบัน นิทรรศการประวัติความเป็นมาของมิสซังสยาม และมิสซังจันทบุรี 75 ปี นิทรรศการรำลึกถึงบาทหลวงมาธือแรง ฟรังซัว มารี เกโก ซึ่งเป็นพระสงฆ์ มิชชันนารี คณะมิสซังต่างประเทศ แห่งกรุงปารีส บุกเบิกชุมชนวัดนักบุญฟิลิปและยากอบหัวไผ่ เมื่อ 140 ปีมาแล้ว

โดยบาทหลวงเกโก เดินทางโดยทางเรือเข้ามาสยามประเทศครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1867 ได้รับมอบหมายให้ไปดูแลชุมชนที่แปดริ้ว ทำหน้าที่อภิบาล สอนคำสอน และเยี่ยมเยียนดูแลคริสตชน จากนั้นได้รับมอบหมายให้ไปอยู่ที่ชุมชนบางปลาสร้อย และพนัสนิคม จ.ชลบุรี เพื่อดูแลและปกครองคริสตชน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการรวบรวมชาวบ้านสร้างวัดขึ้นมาเป็นครั้งแรก ในการทำงานเผยแพร่ธรรมนั้น เต็มไปด้วยความยากลำบากเพราะต้องต่อสู้และมีความขัดแย้งกับฝ่ายปกครองในยุคนั้น

หักร้างถางพงเพื่อชาวบ้าน

เฉลิมฉลอง 350 ปี มิสซังสยามที่บ้านหัวไผ่

แต่กระนั้นก็สามารถขยายจำนวนคริสตชนได้มากขึ้น จนสามารถสร้างวัด สร้างโรงเรียน เพิ่มขึ้น ที่ชุมชนโคกกะเหรี่ยงอีกแห่ง ทำหน้าที่ดูแลเลี้ยงดูเด็กกำพร้า ไถ่ทาสจากพวกเจ้านายที่กดขี่ทารุณ ซึ่งต่อมาได้ประสบปัญหาอุทกภัย จึงได้เคลื่อนย้ายมาบุกเบิกบริเวณทุ่งราบขนาดใหญ่ ที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่หลากหลายชนิดและยังมีฝูงสัตว์มากมาย บาทหลวงเกโกร่วมกับชาวบ้านได้ขับไล่ให้สัตว์ป่าไปอยู่ในป่าและใช้พื้นที่ราบนี้สร้างวัดขึ้นมาในพื้นที่ปัจจุบัน คือ วัดหัวไผ่ โดยร่วมกับชาวบ้านหักร้างถางพงสร้างที่ดินทำกินให้กับชาวคริสต์และไปจดทะเบียนกับทางการ เพื่อให้ได้โฉนดที่ดินมาเป็นของส่วนรวมให้กับชาวบ้านได้ทำมาหากิน

จนสืบทอดมาถึงปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้มีที่ดินที่ชาวบ้านกว่า 1,000 ครอบครัว 3,000 กว่าคน แห่งชุมชนหัวไผ่เช่าทำมาหากิน เช่น ทำการเกษตร เลี้ยงปลา ในราคาถูกๆ และนับเป็นที่ดิน ผืนใหญ่ที่สุด ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสม และกำลังเจริญรุดหน้าด้วยโครงการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เช่น นิคมอุตสาหกรรม โรงงานอุตสาหกรรม เมืองใหม่ และโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

ที่หมื่นไร่เพื่อชาวคริสต์

เฉลิมฉลอง 350 ปี มิสซังสยามที่บ้านหัวไผ่

บาทหลวงวิเชียร ฉันทพิริยะกุล เจ้าอาวาสวัดนักบุญฟิลิปและยากอบ หัวไผ่ กล่าวว่าชาวคริสต์ที่อยู่ในชุมชนหัวไผ่จะได้รับสิทธิในการเช่าที่ดินทำมาหากินชั่วลูกชั่วหลานในราคาถูก ทั้งหมดเป็นผลพวงที่บาทหลวงเกโกได้ร่วมบุกเบิกมาพร้อมกับบรรพบุรุษ บาทหลวงวิเชียร เล่าว่า ที่ดินโดยรอบๆ ที่ชาวบ้านกว่าพันครัวเรือนอยู่อาศัย มีทั้งสิ้นกว่าหมื่นไร่ เฉพาะชาวคริสต์เท่านั้นจะเช่าทำมาหากินในราคาที่ถูก ส่วนใหญ่ทำการเกษตร ทำนาทำไร่ เลี้ยงปลา เช่าทำมาหากินตามกำลังของแต่ละครอบครัว ไม่สามารถจำหน่ายถ่ายโอนได้ ถ้าอพยพออกจากพื้นที่ก็จะนำกลับมาเป็นส่วนรวมเพื่อให้สิทธิชาวคริสต์ที่ไม่มีที่ทำกินได้ดำเนินการต่อ

“นับเป็นพระคุณอันยิ่งใหญ่ของบาทหลวงเกโกและบรรพบุรุษในอดีต ที่บุกเบิกที่ดินไว้ให้คริสตชนรุ่นหลังได้อยู่อาศัยและทำมาหากิน”

นายทุนหลายกลุ่มจ้อง

เจ้าอาวาสโบสถ์ชุมชนหัวไผ่ ยอมรับว่า ปัจจุบันมีความเจริญเกิดขึ้นรายรอบพื้นที่ดินผืนใหญ่แห่งนี้มาก ด้านหนึ่งติดกับรอยต่อ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ด้านหนึ่งติดกับ อ.พานทอง อีกด้านหนึ่ง อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ซึ่งแต่ละพื้นที่มีการพัฒนาเกิดขึ้น มีโรงงานอุตสาหกรรม มีนิคมอุตสาหกรรม มีท่าเรือ มีสถานีรถไฟ อาคารพาณิชย์ ถนนหนทาง พัฒนาอย่างรวดเร็ว ที่ดินผืนใหญ่ตรงนี้จึงเป็นที่ต้องการของกลุ่มทุนทุกกลุ่ม

“เราต้องรณรงค์ให้ลูกหลานที่ออกไปใช้ชีวิตในเมืองหลวง หรือในเมือง ไปทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม ทิ้งให้พ่อแม่ทำการเกษตร บั้นปลายชีวิตต้องกลับมาอยู่และทำมาหากินกับแผ่นดินแห่งนี้”

สภาพปัจจุบัน คือ รุ่นพ่อแม่ที่ทำการเกษตร เลี้ยงปลา ซึ่งเป็นอาชีพหลักของการเช่าที่ดิน แต่รุ่นลูกรุ่นหลานออกไปทำงานข้างนอก เริ่มมีผู้สนใจทำการเกษตรฯ หรือสร้างตึกแถว ห้องพักในเชิงพาณิชย์ มองเห็นลู่ทางที่จะมาเช่าช่วงในที่ดินของชาวบ้านหลายๆ พื้นที่

“ในอนาคตข้างหน้า ก็อาจจะมีการปรับเปลี่ยนกฎกติกา จากการเช่าที่โดยตรงเพื่อทำการเกษตร มาเป็นการให้แต่ละครอบครัวมีรายได้เพิ่มขึ้นตามภาวะความเจริญที่เกิดขึ้นโดยให้มีการเช่าช่วงได้ แต่ค่าเช่าก็ต้องมาปรับเปลี่ยน เช่น เช่าทำการเกษตร เช่าในเชิงพาณิชย์ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ แต่ยืนยันว่าจะไม่มีการขายแน่นอน”

บวชเป็นบาทหลวงน้อยลง

เฉลิมฉลอง 350 ปี มิสซังสยามที่บ้านหัวไผ่

บาทหลวงวิเชียร กล่าวถึงเป้าหมายทางด้านจิตวิญญาณที่จะดำเนินการไปพร้อมๆ กับงานรำลึกถึงพระคุณแผ่นดิน และบาทหลวงเกโกผู้บุกเบิก การฉลอง 350 ปีมิสซังสยาม และการฉลอง 140 ปี ก่อสร้างโบสถ์หัวไผ่ หรือโบสถ์นักบุญฟิลิปและยากอบ หัวไผ่ ก็คือการฟื้นฟูครอบครัวและชีวิตของชาวคริสต์กว่า 1,000 ครัวเรือน 3,000 กว่าคนนี้ ซึ่งปัจจุบันมีความเปราะบางและมีสิ่งท้าทายมาก นอกจากครอบครัวต่างคนต่างถือศาสนาคนละศาสนา ต่างคนต่างมุ่งหน้าทำมาหากิน จนละเลยภารกิจทางศาสนา ความเชื่อศรัทธาเสื่อมถอยลงไป

การเร่งฟื้นฟูวิถีชุมชนให้เกิดความเข้มแข็ง มีกิจกรรมร่วมกันของชาวคริสต์ เช่น การสวดภาวนาร่วมกัน ทำกิจกรรมสำคัญๆ ทางศาสนาร่วมกัน เพื่อดำรงเป็นคริสตชนที่ดี มีความเชื่ออย่างเคร่งครัดมากขึ้น ไม่ละทิ้งศาสนา ปฏิบัติภารกิจทุกวันอาทิตย์

และการส่งเสริมกระแสเรียก นั่นคือ การส่งเสริมให้ลูกหลานคริสตชนมาร่วมรับใช้ (บวช) ทางศาสนจักรให้มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีการบวชเป็นบาทหลวง หรือนักบวชหญิง นอกจากมีความยากมากขึ้นแล้ว ก็ยังมีมาบวชน้อยลงกว่าเดิมมาก

“การประชุมสมัชชาสังฆมณฑลจันทบุรีครั้งล่าสุด มีวาระพิเศษที่ได้รับการตอกย้ำให้เน้นหนักถึงภารกิจของนักบวชและผู้ปฏิบัติงานด้านศาสนจักร ก็คือ การดำเนินภารกิจสร้างความเชื่อในศาสนาในเชิงรุกถึงครอบครัวของคริสตชนแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง” บาทหลวงเจ้าอาวาส กล่าว

ข่าวล่าสุด

ททท. กางตัวเลขไตรมาสแรก นทท. ทะลุ 9 ล้านคน ยกระดับสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ