posttoday
ดอลลาร์อ่อนค่าต่อ หลังการประชุมจี20

ดอลลาร์อ่อนค่าต่อ หลังการประชุมจี20

26 ตุลาคม 2553

....พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ

การประชุมประเทศสมาชิก จี20 ระดับรัฐมนตรีคลัง ประธาน และผู้ว่าการธนาคารกลาง ได้ผ่านพ้นไปแล้วเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีแถลงการณ์ร่วมมุ่งหลีกเลี่ยงการแข่งขันลดค่าเงินในหมู่สมาชิก เนื่องจากมีกระแสวิตกว่า หลายประเทศได้ดำเนินมาตรการหรือวางแผนจะดำเนินมาตรการบางอย่างในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศผ่านการช่วยเหลือภาคส่งออกในประเทศของตัวเอง

สหรัฐยังผลักดันให้กำหนดเป้าหมายดุลบัญชีเดินสะพัด โดยขอให้ประเทศที่ได้เปรียบเกินดุลบัญชีเดินสะพัดลดการเกินดุลลงให้เหลือต่ำกว่า 4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในอีก 35 ปีข้างหน้า ขณะที่ประเทศที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดก็ต้องลดการดุลลงเช่นกัน เพื่อให้ความไม่สมดุลอยู่ในระดับที่มีความยั่งยืน แม้แถลงการณ์ร่วมจะไม่ระบุตัวเลขเป้าหมายดุลบัญชีเดินสะพัด แต่ก็เพื่อลดแรงต่อต้านจากประเทศกำลังพัฒนา

แม้ไม่ได้ระบุชื่อประเทศที่เกินดุลบัญชีเดินสะพัด แต่คงไม่ยากเกินไปที่จะเดาได้ว่า หมายถึงประเทศจีนที่เกินดุลสูงถึง 9% ในปี 2551 รวมถึงประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ

ปฏิกิริยาของตลาดการเงินหลังการประชุม 1 วัน พบว่าดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักอ่อนค่าราว 0.8% และอ่อนตัวลงสู่จุดต่ำในรอบ 15 ปี เมื่อเทียบกับเงินเยน ด้านดัชนี MSCI เอเชียแปซิฟิกพุ่งขึ้น 1.4% ในวันจันทร์ ส่วนสินค้าโภคภัณฑ์พุ่งขึ้นทั่วหน้า นำโดยทองคำ น้ำมัน และทองแดง

ความสนใจของตลาดการเงินโลกขณะนี้ได้เปลี่ยนไปอยู่ที่การประชุมธนาคารกลางสหรัฐในวันที่ 3 พ.ย.นี้ ว่าจะผ่อนคลายนโยบายการเงินเชิงปริมาณ หรือ Quantitative Easing รอบ 2 มากขนาดไหน ตัวเลขการคาดการณ์ในตลาดการเงินโลกมีตั้งแต่ระดับเบาะๆ ที่ 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปจนถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ!

ซึ่งดูเหมือนจะตรงข้ามกับความเห็นของ ทิโมธี ไกธ์เนอร์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ที่ชี้ว่า ไม่มีเหตุผลมากนักที่เงินดอลลาร์สหรัฐจะอ่อนค่าลงต่อไปอีกเมื่อเทียบกับเยนและยูโร เพราะยิ่งสหรัฐพิมพ์เงินกระตุ้นเศรษฐกิจมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งกดดันให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเสื่อมค่าลงต่อ และกระตุ้นให้ประเทศที่เสียประโยชน์ต้องออกมาตรการแข่งกันลดค่าเงิน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศตน

“คำพูด” กับ “การกระทำ” ของสหรัฐจึงสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง

“การปั๊มลม” อัดเข้าสู่ลูกโป่งเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลก จะส่งผลให้ราคาสินทรัพย์เสี่ยงฟูฟ่องขึ้น ยิ่งพองลมมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในระยะยาว เมื่อมีการถอนมาตรการ ดังนั้นนักลงทุนไม่ควรดีใจมากเกินไปกับมาตรการนี้ แม้ระยะสั้นจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์ก็ตาม

กรณีที่เงินไหลทะลักเข้าตลาดเกิดใหม่หรือประเทศอีเมอร์จิง ซึ่งรวมถึงบ้านเรา ค่าเงินจะแข็งเร็วขึ้น ซึ่งจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ผู้กำหนดนโยบายต้องออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อชะลอมิให้ค่าเงินแข็งเร็วเกินไป ความกังวลต่อมาตรการสกัด/ชะลอเงินทุนไหลเข้าจะส่งผลให้ตลาดหุ้นผันผวนต่อไป การลงทุนในช่วงนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังสูง

จากนั้นค่อยตามดูว่า การประชุมสุดยอดผู้นำ จี20 ในวันที่ 1112 พ.ย.นี้ ที่เกาหลีใต้ จะมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมที่จะหลีกเลี่ยงการแข่งขันลดค่าเงินในหมู่สมาชิกหรือไม่ จีนจะยอมปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้นอีกมากน้อยแค่ไหน เพื่อลดแรงกดดันจากนานาชาติ

พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน