
แต่ละคนมีเวลาไม่เท่ากัน
หมอมีคำถามมาถามครับ หมออยากถามว่าสิ่งที่เราคิดว่าแพงที่สุดในโลกของเราคืออะไร
โดย นสพ.ชัยวลัญช์ ตุนาค นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ ผู้ก่อตั้งเพจ Dr.Dang Can Do ภาพ fb : chaiwalun tunak
หมอมีคำถามมาถามครับ หมออยากถามว่าสิ่งที่เราคิดว่าแพงที่สุดในโลกของเราคืออะไร คงจะมีคำตอบอยู่หลากหลายพอสมควร
บางคนอาจจะบอกว่า เพชร บางคนอาจจะบอกว่า บ้าน รถ หรือกระเป๋าแบรนด์เนม หากหมอบอกว่า สิ่งที่แพงที่สุดในชีวิตของทุกคน คือ “เวลา” ล่ะ จะเชื่อหมอมั้ย !!!
ทำไมเวลาจึงเป็นสิ่งที่มีราคาแพงที่สุด เพราะเมื่อเวลาผ่านไปวันเวลาของเราจะน้อยลงเรื่อยๆ เพราะเวลาไม่เคยย้อนกลับและเอาอะไรมาแลกก็ไม่ได้ ทรัพย์สินเงินทองยังหามาเพิ่มพูนได้ แต่ “เวลา” ผ่านแล้วก็ผ่านเลย
คนส่วนใหญ่จะรอเวลาที่เหมะสมในการที่จะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง รอจนแล้วจนรอด เวลาที่เหมาะสมก็ยังไม่มา ตัวเองก็อายุมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออายุมากขึ้นความสามารถบางอย่างก็ลดลง แต่ยังดีที่ประสบการณ์บางอย่างมากขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ได้ลงมือทำอะไรสักอย่าง เพราะเวลาที่เหมาะสมยังมาไม่ถึง
ไม่มีหรอกครับเวลาที่เหมาะสม มีแต่เดี๋ยวนี้เท่านั้น คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ เขาไม่รอเวลาที่เหมาะสมหรอกครับ เพราะเขารู้ว่ามันไม่มีอยู่จริง เวลาที่ดีที่สุดในการที่จะทำอะไรสักอย่างคือ...ตอนนี้ เดี๋ยวนี้เท่านั้นครับ บางคนรอเกษียณตอนอายุ 60 ปี แล้วคิดค่อยจะไปทำในสิ่งที่ฝัน สิ่งที่อยากทำ
พอถึงเวลานั้นจริงๆ เอาง่ายๆ นะ หมอว่าเอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ เดินให้ได้ กินให้ได้ ช่วยเหลือตัวเองในกิจวัตรประจำวันให้ได้ก่อนเถอะน่า แล้วค่อยคิดไปทำอย่างอื่น 555 อยากทำอะไร ควรรีบทำ อยากทำอะไรต้องกล้าตัดสินใจ และต้องทำเลย ส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวและไม่สนใจ ยังคงใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองใช้สมองและพลังงานให้น้อยที่สุด
ไม่อยากเหนื่อย ไม่อยากกระตือรือร้น ไม่อยากเครียด ไม่อยากร้อน ไม่อยากมีเป้าหมายอะไรในชีวิต ขอแค่มีกินไปวันๆ จมอยู่กับอดีตที่หาอนาคตไม่เจอ แทนที่จะทำงานหาเลี้ยงตัวเอง กลับโทษนั้นโทษนี่ ไม่มีงานก็โทษเศรษฐกิจไม่ดี ด่านายจ้างบ้างล่ะ นินทาเพื่อนร่วมงานบ้างล่ะ
แทนที่จะลุกมาตั้งเป้าหมาย ตั้งความฝัน ทำในสิ่งที่รักและถนัด แล้วลงมือทำมันซะก็แล้วเรื่อง แต่ยังคงปล่อยให้เวลาซึ่งคือสิ่งที่มีค่าที่สุด แพงที่สุด ได้ผ่านไปอย่างน่าเสียดาย
วันเวลาเป็นของแพง ถ้าเราใช้วันเวลาหมดไปวันหนึ่ง เราก็จะมีวันเวลาให้ใช้ลดลงไปวันหนึ่ง ดังนั้นควรรู้คุณค่าของเวลา ใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด ตั้ง “เป้าหมาย” ซะ แล้วเวลาของเราจะมีค่ามากๆ ไม่เชื่อ ต้องลอง
สิ่งที่สำคัญอย่าลืมว่า “เวลา” ที่แต่ละคนมี “มันไม่เท่ากัน” หลายคนพออ่านมาถึงบรรทัดนี้ บอกหมอแดงพูดแปลกๆ สงสัย กินยาแก้ปวดมากไป 555
แรกๆ หมอก็งงนะ อะไรน่ะ...คนแต่ละคน “มีเวลาไม่เท่ากัน” ทุกคนก็มีเวลา 24 ชั่วโมงต่อวัน เหมือนกันไม่ใช่เหรอ มีใครทะลึ่งมีเวลามากกว่าคนอื่นๆ งั้นเหรอ แต่พอหมอได้ดูคลิปอยู่คลิปหนึ่ง หมอถึงเข้าใจว่า ที่ว่าเวลาของแต่ละคนไม่เท่ากันนั้น แท้ที่จริงแล้ว คำว่า “ไม่เท่ากัน” นั่น มีความหมายว่า “ไม่เหมือนกัน”
อย่างเช่นบางคนอาจจะเริ่มทำงานตอนอายุยังไม่ถึง 20 ดี บางคนอายุ 30 ยังไม่ได้ทำงานเลยเพราะมัวแต่เรียนต่อโท เอก หรือบางคนอายุ 15, 16 ปี ก็หางานทำแล้ว บางคนแต่งงานตอนเรียนจบ บางคนแต่งตอนอายุ 30
รุ่นพี่หมอบางคน จะ 50 อยู่แล้วก็เพิ่งจะแต่งงานไปเมื่อไม่กี่วันมานี้ เพื่อนๆ บางคนยังไม่แต่งงานก็มี ทั้งที่รูปหล่อ รวยและดูดีมีสกุล อย่างนี้จะไม่ให้หมอสงสัยได้อย่างไรว่าเกิดอะไรขึ้น
หมอคิดว่า ชีวิตของทุกคนจะไม่ได้มีเวลาเป๊ะๆ แบบมีไม้บรรทัดมาวางแล้วขีดเส้นชีวิต ว่าทุกคนต้องใช้ชีวิตแบบนั้นแบบนี้ เช่น ต้องเรียนแบบนั้น ต้องทำอาชีพนี้เท่านั้นถึงจะดี ต้องประสบความสำเร็จ ตอนอายุเท่านั้นเท่านี้
ดูแล้วเหมือนว่า ทุกคนจะมีเวลาเป็นของตัวเอง จะสั้นจะยาว จะอยู่ที่ตรงไหน เมื่อไหร่ จะแตกต่างจากคนอื่นหรือใครๆ ก็คงไม่แปลก เพราะ “เวลา” ของแต่ละคน “มันไม่เท่ากัน” นั่นเอง
หมอคิดว่ามันคือเสน่ห์ของธรรมชาตินะ ไม่รู้ว่าใครช่างจัดวางได้อย่างลงตัวน่าอัศจรรย์ใจ ลองคิดดูนะครับ ถ้าทุกคนเหมือนกันหมด ทำตัวเป็นแพตเทิร์นเดียวกันหมดคงน่าเบื่อตาย และคงไม่มีไอเดียในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ แน่นอน แต่ดูสิครับ ความไม่เท่ากันนี่แหละที่เป็นความแตกต่างอย่างลงตัวของ “การมีชีวิต”
ดังนั้น การดำเนินชีวิตของเรา ไม่จำเป็นต้องไปเปรียบกับใคร หรือดูชีวิตของใครๆ ให้คิดอย่างเดียวทำอย่างไรให้ตัวเองพัฒนามากขึ้น เก่งขึ้น มีรายได้ (ที่สุจริต) มากขึ้น และมีความสุขมากขึ้น แข่งกับตัวเองก็พอ
เพราะชัยชนะใดๆ ก็ไม่ยิ่งใหญ่เท่ากับชนะตนเอง มองที่ตัวเราเป็นหลัก สิ่งแวดล้อมมีผลต่อความสำเร็จทุกๆ อย่าง แต่เพียงเล็กน้อยตัวเรา จิตใต้สำนึกของเราต่างหากที่เป็นตัวกำหนดอนาคต และชีวิตของเรา
ดังนั้น ในเวลาที่เหมาะสม เป้าหมายที่ตั้งใจ ความฝันที่ตั้งไว้ จะปรากฏออกมาให้เห็นเอง ขอให้เชื่อมั่นในความฝัน และเป้าหมาย
เมื่อความฝันและเป้าหมายยังไม่สำเร็จ อย่าไปลดขนาดของความฝัน แต่จงขยายขีดความสามารถเพื่อไปให้ถึงฝัน อาจจะช้าหรือเร็วนั่นเป็นเพราะว่าแต่ละคน “มีเวลาไม่เท่ากัน” นั่นเองครับ







