posttoday
มล.สอบผ่านคอมมิชชันขั้นบันไดชวนปันกำไรลงทุนไอทีพัฒนาตลาดทุนไทย

มล.สอบผ่านคอมมิชชันขั้นบันไดชวนปันกำไรลงทุนไอทีพัฒนาตลาดทุนไทย

25 ตุลาคม 2553

9เดือนแรกปี 2553 ที่มีเปิดเสรีนายหน้าซื้อขาย (คอมมิชชัน) ตามขั้นบันได ได้เห็นภาพของการเปลี่ยนแปลงและทิศทางธุรกิจหลักทรัพย์ในอนาคตได้ดีขึ้น

9เดือนแรกปี 2553 ที่มีเปิดเสรีนายหน้าซื้อขาย (คอมมิชชัน) ตามขั้นบันได ได้เห็นภาพของการเปลี่ยนแปลงและทิศทางธุรกิจหลักทรัพย์ในอนาคตได้ดีขึ้น

โดย...พณิตศรณ์ หวังจงชัยชนะ

9เดือนแรกปี 2553 ที่มีเปิดเสรีนายหน้าซื้อขาย (คอมมิชชัน) ตามขั้นบันได ได้เห็นภาพของการเปลี่ยนแปลงและทิศทางธุรกิจหลักทรัพย์ในอนาคตได้ดีขึ้น

มล.สอบผ่านคอมมิชชันขั้นบันไดชวนปันกำไรลงทุนไอทีพัฒนาตลาดทุนไทย

“ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ” นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ ให้ข้อมูลและสะท้อนภาพอนาคตของธุรกิจนี้ได้ชัดเจน ว่าตลาดทุนไทยเปิดเสรีคอมมิชชันแบบขั้นบันไดในจังหวะที่มูลค่าการซื้อขายหุ้นของตลาดมีการขยายตัวสูงมาก ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากค่าคอมมิชชันที่ปรับตัวลดลง 20% มาอยู่ที่ระดับอัตราเฉลี่ยที่ 0.16% ทำให้รายได้ในส่วนของธุรกิจหลักทรัพย์ของบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ในช่วงครึ่งแรกขยายตัว 15% ได้ และคาดว่าจะดีต่อเนื่องในไตรมาส 3 โดยเฉพาะบริษัทหลักทรัพย์ที่มีพอร์ตลงทุน ผลประกอบการจะยิ่งโดดเด่น เพราะจะมีกำไรจากการลงทุนเข้ามาเสริม

ขณะเดียวกันโบรกเกอร์แต่ละรายพยายามหาสินค้าใหม่ๆ เพื่อหารายได้เพิ่ม เช่น การออกใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์อ้างอิงหุ้นสามัญ (DW) โกลด์ฟิวเจอร์ส พอร์ตลงทุน และการปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์ (มาร์จินโลน) ธุรกิจเหล่านี้สร้างรายได้ให้กับโบรกเกอร์ และหนุนให้รายได้รวมขยายตัวในระดับ 25% ได้ในช่วงครึ่งปีแรก  

ผลของการเปิดเสรีคอมมิชชันขั้นบันไดดีกว่าคาด โบรกเกอร์ทุกแห่งมีพัฒนาการโดยคิดคอมมิชชันอย่างมีเหตุผลมากขึ้น ไม่ได้ฉุดกันลงไประดับ 0% เหมือนช่วงต้นปี พร้อมกับพยายามรักษาระดับบริการที่ดี ไม่ตัดจำนวนนักวิเคราะห์ มีการจัดสัมมนาให้ความความรู้อย่างต่อเนื่อง ช่วยกันขยายฐานนักลงทุน

“ผลประกอบการน่าจะสะท้อนได้เป็นอย่างดีว่าโบรกเกอร์สามารถปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ดี แต่หากจะวิเคราะห์ว่าถึงเวลาลงทุนในหุ้นกลุ่มหลักทรัพย์หรือไม่นั้น นักลงทุนต้องเริ่มเปลี่ยนมุมมองการวิเคราะห์แล้ว เพราะอดีตโบรกเกอร์ทุกแห่งต่างคิดคอมมิชชันในอัตราเดียวกันที่ระดับ 0.25% การเห็นตัวเลขส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) น่าจะพอเดาผลประกอบการได้ แต่ตอนนี้ต้องดูและวิเคราะห์ข้อมูลให้ลงลึกและละเอียดมากยิ่งขึ้น”

เมื่อเข้าสู่การเปิดเสรีการจะพิจารณาเพียงตัวเลขมาร์เก็ตแชร์อย่างเดียวคงไม่สามารถสะท้อนผลประกอบการที่แท้จริง โดยนักลงทุนควรเจาะลึกถึงข้อมูลเรื่องสัดส่วนรายได้ ค่าใช้จ่ายต่างๆ เพิ่มขึ้น การบริหารต้นทุน นับเป็นทิศทางใหม่ของธุรกิจหลักทรัพย์

“ปีนี้บริษัทหลักทรัพย์มีกำไรดี อยากจะให้ใช้จังหวะนี้ลงทุนปรับปรุงระบบไอทีใหม่ เพื่อให้ระบบการซื้อขายของไทยสามารถแข่งขันกับภูมิภาคนี้ได้”

ก่อนหน้านี้ ทางหน่วยงานกำกับมีความเป็นห่วงพอร์ตลงทุนของโบรกเกอร์ แต่ปัจจุบันสัดส่วนค่อนข้างทรงตัวที่ระดับ 13% โบรกเกอร์เพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนด้วย จึงไม่ได้สร้างความกังวลต่อระบบเท่าใดนัก

แต่ทางสมาคมเห็นว่าควรจะมีมาตรการดูแล เช่น ระดับคณะกรรมการของโบรกเกอร์จะต้องรับรู้ถึงความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน กำหนดสัดส่วนวงเงินลงทุนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ทางสมาคมไม่ได้ปิดกั้นการทำธุรกิจ เพียงแต่อยากให้การดำเนินธุรกิจพอร์ตลงทุนเป็นไปด้วยความเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ลงทุนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจนน่าเป็นห่วงกลับเป็นผู้ลงทุนรายบุคคลมากกว่าจนขณะนี้มีสัดส่วนถึง 60% ของมูลค่าการซื้อขายโดยรวม ถือว่าสูงเป็นประวัติการณ์ แต่จำนวนบัญชีที่มีการซื้อขายสม่ำเสมอ (แอ็กทีฟ) ยังคงย่ำอยู่ที่ระดับ 1 แสนบัญชี จากบัญชีซื้อขายทั้งหมด 5 แสนบัญชี และคงอยู่ในระดับนี้มาตลอดระยะเวลา 10 ปีแล้ว

แนวทางที่น่าจะเพิ่มจำนวนบัญชีการซื้อขายอย่างสม่ำเสมอให้เพิ่มขึ้น ควรจะปรับกลยุทธ์การให้คำแนะนำสำหรับลูกค้า รวมถึงการให้บริการทางด้านบทวิเคราะห์ อาจขยายไปในรูปแบบอื่นๆ เพิ่ม เช่น ทางด้านเทคนิคเพิ่มขึ้น

 “ภัทธีรา” กล่าวว่า ปัจจัยหลักข้อหนึ่งจะผลักดันให้โบรกเกอร์รับมือเมื่อมีการเปิดเสรีหลักทรัพย์ในปี 2555 คือ การมีขนาดธุรกิจใหญ่เพียงพอ และระยะต่อไปต้องมีระดับการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีควบคู่ไปด้วย เพราะในอนาคตจะมีการเชื่อมต่อกับตลาดต่างประเทศตามแนวทางของตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้นไม่เพียงจะต้องมีขนาดธุรกิจใหญ่แล้วยังต้องตามให้ทันกับพัฒนาการของตลาดหลักทรัพย์ด้วย

“ความจำเป็นในการหาพาร์ตเนอร์พาร์ตเนอร์ต่างประเทศในการทำธุรกิจมีมากขึ้น เพื่อเสริมจุดแข็งลดจุดอ่อนและทำให้โบรกเกอร์มีธุรกิจแตกต่างจากโบรกเกอร์รายอื่น”

ก่อนหน้านี้ มีโบรกเกอร์ต่างประเทศสนใจจะมาทำธุรกิจหลักทรัพย์ในประเทศ แต่ขณะนี้แผ่วลง เพราะเหตุการณ์ในช่วงเดือน เม.ย.พ.ค. ได้ทำให้นักลงทุนต่างประเทศต้องประเมินความเสี่ยงในประเทศไทย ขณะที่เหลือระยะเวลาอีกเพียง 1 ปีกว่าจะเข้าสู่การเปิดเสรีธุรกิจหลักทรัพย์ อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติใช้เวลาประเมินสถานการณ์ แต่เชื่อว่าในที่สุดนักลงทุนต่างชาติไม่ทิ้งการลงทุนในไทย เพราะประเทศไทยมีศักยภาพ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน