posttoday
ความมั่นใจของ พล.อ.ประยุทธ์

ความมั่นใจของ พล.อ.ประยุทธ์

16 กันยายน 2561

หลายคนพยายามเดาใจ พล.อ.ประยุทธ์

หลายคนพยายามเดาใจ พล.อ.ประยุทธ์
 
ผู้เขียนก็อยากร่วมเดาด้วยคนหนึ่ง
 
หลังจากที่ พ.ร.ป.การเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว.ได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 12 ก.ย.ที่ผ่านมา พร้อมกับคำให้สัมภาษณ์ที่หยัดย้ำแน่นหนักของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ว่าจะต้องมีการเลือกตั้งในต้นปี 2562 นี้อย่างแน่นอน ก็อาจจะทำให้เราเชื่อได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คงจะต้องมีแผนการที่ “เตรียมพร้อม” สำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้อยู่แล้วเช่นกัน แผนการหนึ่งก็คือ “แผนในการควบคุมสภาให้อยู่หมัด”
 
ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนว่า แผนการนี้เป็นการคาดเดาของตัวผู้เขียนเองล้วนๆ เพียงคนเดียว แต่ก็ไม่สงวนสิทธิที่ใครๆ จะร่วมเดาหรือเชื่อด้วยกันเช่นนี้
 
แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะยังไม่ได้ประกาศความชัดเจนในสถานภาพของท่าน ว่าจะแสดงบทบาทใดในช่วงต่อไปนี้ ซึ่งผู้เขียนได้เดาไว้แล้วว่า “ท่านจะเป็นกลาง” คือไม่ลงเลือกตั้งหรือเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใด แต่ก็ยินดีหากพรรคการเมืองใดจะเสนอชื่อท่านเป็นนายกรัฐมนตรี รวมถึงความพร้อมที่จะเป็นนายกฯ หลังการเลือกตั้งนั้นอย่างเต็มที่ด้วย แต่ด้วยการประกาศจุดยืนอย่างนี้จะทำให้ท่านได้เปรียบมากกว่าแนวทางอื่น เพราะหากเลือกเป็นหัวหน้าพรรคแล้วลงเลือกตั้ง ก็อาจจะเสียพันธมิตรในพรรคอื่นที่อาจจะมองว่า พล.อ.ประยุทธ์ ลำเอียง รวมทั้งจะเป็นเป้าให้ถูก “โจมตีขุดโค่น” จากพรรคคู่ต่อสู้ได้ในระหว่างหาเสียง และเมื่อเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้วก็จะเผชิญภาวะ “ถูกรุมทึ้ง” จากพรรคร่วมรัฐบาล ยังความบอบช้ำและประคับประคองรัฐบาลได้ลำบาก สู้ลอยตัวอยู่เหนือสงครามเลือกตั้ง แล้ว “ถูกเชิญ” ให้เป็นนายกฯ แบบสบายๆ ไม่ดีกว่าหรือ
 
เราเรียกยุทธศาสตร์นี้ว่า “ป๋าเปรมโมเดล”
 
ป๋าเปรม หรือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ท่านขึ้นมามีอำนาจสืบต่อจาก พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ภายหลังจากที่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ประกาศลาออกกลางสภาในต้นปี 2523 ด้วยเหตุที่ไม่สามารถควบคุมเสียงในสภาทั้ง สส. และ สว. (ซึ่ง สว.นี้มีทหารและข้าราชการอยู่ถึงร้อยละ 70 โดยที่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ มีส่วนร่วมในการเสนอแต่งตั้งด้วยทั้งหมด) ได้อย่างมีเสถียรภาพร่วมกับ “กระแสข้อมูลใหม่” ที่ส่งเสริมให้ พล.อ.เปรม ที่เป็นเพียงผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกมีความโดดเด่นจนส่งผลให้ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ต้องพ้นตำแหน่งไปดังกล่าว
 
การวางตัวของ พล.อ.เปรม คือ “การลอยตัวอยู่เหนือความขัดแย้ง” โดยไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการทะเลาะเบาะแว้งในหมู่สมาชิกสภา รวมถึงเป็นคนพูดน้อยและมีความอดทนสูงมากจนได้ฉายาว่า “เตมีย์ใบ้” และสามารถดำรงตำแหน่งได้อย่างยาวนานกว่า 8 ปี คือถึงกลางปี 2531 ที่ท่านประกาศว่า “ผมพอแล้ว” แต่ว่าในระหว่าง 8 ปีเศษนั้น ท่านก็ต้องเผชิญปัญหาต่างๆ มากมาย ทั้งความขัดแย้งในรัฐบาลจนต้องมีการปรับคณะรัฐมนตรีหลายครั้ง รวมถึงความขัดแย้งในสภาที่ถึงขั้นต้องยุบสภาเลือกตั้งใหม่อีก 2 ครั้ง ยิ่งไปกว่านั้นก็มีผู้หมายปองเอาชีวิตของท่านด้วยการลอบสังหารและมีทหารก่อการกบฏอีกหลายครั้ง
 
ผู้เขียนเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ ก็มีความรู้ถึงประวัติศาสตร์ในช่วงนี้ และน่าจะรู้ดีอย่างลึกซึ้งมากกว่าใครๆ ทั้งในฐานะที่เป็นนายทหารหนุ่มที่เติบโตมาในช่วงนั้น และในฐานะที่ได้บริหารบ้านเมืองมากว่า 4 ปี ที่ก็คงจะมีคนเทียบเคียงท่านกับป๋าเปรม รวมถึงที่คงจะมีคนบอกท่านว่า ถ้าหากท่านจะเป็นนายกฯ ต่อไป ก็ต้องทำอย่าง พล.อ.เปรม นี่แหละ “ท่านจะมีความมั่นคงในตำแหน่งและควบคุมทุกอย่างได้”
 
แน่นอนว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ใช่ พล.อ.เปรม และสถานการณ์การเมืองในปีนี้ก็ไม่เหมือนเมื่อ 30 ปีก่อน รวมถึงสภาพของกองทัพก็อาจจะไม่ได้ “ระส่ำระสาย” เหมือนในช่วงที่กองทัพมีการแบ่งแยกกันเป็นกลุ่มหรือรุ่นต่างๆ ในเวลานั้น (ช่วงที่ พล.อ.เปรม เป็นนายกฯ ทหารกลุ่มยังเติร์กคือ จปร.รุ่น 7 มีความโดดเด่นมาก กระทั่งมีความขัดแย้งกับนายทหารรุ่นพี่คือ จปร.รุ่น 5 จนทำให้มีปัญหาทั้งต่อกองทัพและรัฐบาล) ดังเช่นที่ได้มีการ “จัดแถว” กองทัพเมื่อต้นเดือนนี้ โดยมี พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ นายทหาร “วงศ์เทวัญ” เป็น ผบ.ทบ. (แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช.ส่วนใหญ่จะเป็น “บูรพาพยัคฆ์”) เพราะทหารยุคนี้ไม่ได้ติดยึดในการแบ่งแยกรุ่นและเหล่าเหมือนในอดีตอีกแล้ว แต่ถูกเกาะยึดด้วยความรักใน “ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์” เป็นสำคัญ ด้วยเหตุนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จึงอาจจะเกิดความมั่นใจว่า กองทัพนั้นคง “ไม่แตกแถว” อย่างแน่นอน
 
ทีนี้ก็คงเหลืออยู่แต่เพียงปัญหาในรัฐสภา โดยที่ในวุฒิสภาอาจจะเบาใจได้เปลาะหนึ่ง เพราะส่วนใหญ่ คสช.ได้คัดเลือกและแต่งตั้งกับมือ แต่ในสภาผู้แทนราษฎรคงจะมีปัญหาอยู่ไม่น้อย ทว่าจากท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ หากท่านเสนอตัวเป็นนายกฯ อีกรอบหนึ่ง ก็ย่อมแสดงว่าท่านมีความมั่นใจว่าจะสามารถควบคุม สส.ในกลุ่มก๊วนต่างๆ ได้อยู่มือเช่นกัน ซึ่งเหตุผลลึกๆ ก็มีคนบอกกับผู้เขียนว่า ทหารได้ใช้ยุทธศาสตร์ “เขียนเสือให้วัวกลัว” ร่วมกับการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” เข้ากำราบบรรดาผู้กระสันอำนาจเหล่านี้ไว้หมดแล้ว
 
อะไรคือรายละเอียดของยุทธศาสตร์ในการกำราบพวกนักการเมืองที่ว่า รวมถึงปัญหาอีกเปลาะหนึ่งของ พล.อ.ประยุทธ์ นั่นก็คือเรื่องเกี่ยวกับมวลชนหรือประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งหลายท่านคงอยากจะทราบว่าท่านมีวิธีการจัดการกับปัญหาทั้งสองนี้อย่างไร เอาไว้ถ้าผู้เขียน “เดาออก” จะมาเล่าให้ฟัง
 
ถ้าเรื่องที่เดานี้จริง ผู้เขียนก็เป็น “หมอดูแม่นๆ” 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน