posttoday
รัฐบาลสมานฉันท์แห่งชาติ

รัฐบาลสมานฉันท์แห่งชาติ

09 กันยายน 2561

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดูจะมั่นใจใน “อนาคต” อย่างมาก

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดูจะมั่นใจใน “อนาคต” อย่างมาก

ภายหลังที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ประกาศเมื่อต้นสัปดาห์นี้ว่า จะบอกจุดยืนที่ชัดเจนถึงอนาคตในทางการเมืองของท่านภายในเดือน ก.ย.นี้ โดยมีทีท่าว่าน่าจะ “ตกลงใจ” ที่จะรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปภายหลังการเลือกตั้งที่จะมาถึง ด้วยประโยคที่ว่า “ถ้าเห็นว่าผมยังมีประโยชน์” ทันทีทันใดนั้นบรรยากาศการเมืองก็ดูจะ “คึกคัก” และ “แจ่มใส” มากขึ้น แต่ก็ยังมีคำถามว่า “ทำไมท่านจึงมีความมั่นใจปานนั้น”

สองสัปดาห์ก่อนหน้านี้ในคอลัมน์นี้ผู้เขียนเคยวิเคราะห์ไว้ว่า ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ คงจะต้องแสดงความชัดเจนในจุดยืนของท่าน ด้วยแรงบีบต่างๆ รอบด้าน ทั้งจากกองทัพ จากพรรคการเมืองที่สนับสนุนท่าน และจากประชาชนที่รักและชื่นชมท่าน รวมถึงแรงบีบจากนอกประเทศ คือความเชื่อถือจากนานาชาติ รวมถึง “จิตสำนึกของทหาร” ในฐานะที่ท่านเป็นนายทหาร ที่จะต้องปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ที่อาจจะเป็นอันตราย หาก “ถ่วงรั้งโรดแมป” ประชาธิปไตยให้เนิ่นนานไปกว่านี้ จึงจำเป็นจะต้องแสดงความชัดเจนดังกล่าว

แต่ถ้าเราพิจารณาจากปรากฏการณ์ที่เกิดก่อนการประกาศของ พล.อ.ประยุทธ์ ในวันอังคารที่ผ่านมา คือการที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายทหารกว่า 900 นาย เมื่อสุดสัปดาห์ก่อน โดยมีตำแหน่งผู้บังคับบัญชาในระดับสูงสุดของทุกเหล่าทัพ รวมถึงปลัดกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงได้ให้ความเห็นว่า นี่คือ “การจัดแถว” ที่ทำให้ท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ มีความมั่นใจในระดับสูงสุด นั่นก็หมายถึง “ความราบรื่น” ทางการเมืองในอนาคต ด้วยมีฐานค้ำจุนที่ “แข็งแกร่ง”

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ ยังต้องการ “ฐานการเมือง” ที่แข็งแกร่งยิ่งไปกว่ากองทัพ นั่นก็คือ “ฐานประชาชน” ที่จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎรอย่าง “เกินพอ” ผ่านพรรคการเมืองต่างๆ ที่จะส่งผู้สมัครรับการเลือกตั้งเข้ามา ซึ่งผู้เขียนได้เสนอว่า พล.อ.ประยุทธ์ ต้องแสดงจุดยืนที่เด่นชัดในเรื่อง “การสังกัดพรรคการเมือง” นั้นด้วย แต่ปัญหาของท่าน ก็คือท่านคงจะต้องหนักใจที่จะเลือกเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง และโดยความรับผิดชอบของท่านในฐานะหัวหน้า คสช.ที่จะต้องอยู่ควบคุมสถานการณ์ทั้งนอกและในรัฐสภาไปจนกว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ ท่านก็ยังไม่สามารถที่จะมีตำแหน่งในพรรคการเมืองใดๆ ได้ ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่า ท่านจะต้องแสดงความชัดเจนในทางอื่นๆ ต่อไป

ผู้เขียนมองบรรยากาศการเมืองในช่วงต่อไปนี้ว่า ทันที่มีการออกประกาศ “ปลดล็อก” ซึ่งคาดว่าน่าจะเปิดบางส่วนภายในเดือนนี้ และเปิดเต็มที่ในเดือน ธ.ค. เพื่อให้มีการเลือกตั้งในต้นปี2562 และในวันที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศจุดยืนว่า “จะทำเพื่อประโยชน์ของชาติ” ต่อไป ซึ่งก็คาดว่าจะอยู่ในเดือน ก.ย.นี้เช่นกัน พล.อ.ประยุทธ์ คงจะต้องใช้ภาวะผู้นำประกาศเรียกร้องให้ “คนไทยมีความสมานสามัคคี” โดยเริ่มจากพรรคการเมืองต่างๆ จะต้อง “ร่วมมือกัน” ที่จะทำให้การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นนั้น เป็นการเลือกตั้งที่ “สงบเรียบร้อย” นั่นก็คือ “การเลือกตั้งแบบสมานฉันท์” ที่ คสช.คงจะต้องเข้ามาจัดการดูแลในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ เพราะลำพังเพียง กกต.ก็คงไม่สามารถดำเนินการให้เป็นไปได้

ยกตัวอย่างก็คือ คสช.อาจจะต้องกำชับให้ กกต.รักษากฎระเบียบในการเลือกตั้งอย่างเคร่งครัด เช่น การห้ามไม่ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งหาเสียงด่าทอใส่ร้ายป้ายสีกัน หรือการจัดระเบียบในการหาเสียงไม่ให้เกิดความวุ่นวาย พร้อมกับเร้าระดมภาคประชาชนให้ออกมาร่วมดำเนินการอย่างเข้มข้น เช่น อาจจะมีการใช้นักศึกษาวิชาทหาร หรือ รด. มารณรงค์ในโรงเรียน ครอบครัว และชุมชน (กกต.มีโครงการนี้มาตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2557 และเคยทำมาแล้ว) รวมถึงทหารและอาสาสมัครในภาคประชาชนที่รัฐบาลจัดตั้งไว้ เช่น อสม.หรือกลุ่มประชาชนต่างๆ มาเป็นกำลังหลักในการควบคุมดูแลการเลือกตั้ง
โดยพยายามให้ประชาชนทุกภาคส่วนเหล่านี้ช่วยทำให้ “การเลือกตั้งแบบสมานฉันท์” เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เขียนยังเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะมี “แผนการ” ภายหลังการเลือกตั้งนั้นไว้แล้ว เช่น การจัดตั้ง “รัฐบาลสมานฉันท์แห่งชาติ” ซึ่งก็ต้องเริ่มจากการทำให้มีการเลือกตั้งแบบสมานฉันท์นั้นเกิดขึ้นให้ได้เสียก่อน ทั้งนี้อาจจะมีการให้พรรคที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ มีการรวมตัวกันตั้งแต่ตอนที่มีการสมัครรับและหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งอาจจะเริ่มแบบหลวมๆ ในลักษณะ “สัญญาสุภาพบุรุษ” หรืออาจจะมีทำให้แข็งแกร่งด้วยการให้ “สัตยาบัน” ตกลงกันให้แน่นหนา คล้ายๆ กับระบบอัมโนของมาเลเซียนั้นก็ได้ จากนั้นเมื่อการเลือกตั้งเสร็จสิ้น เพื่อให้ได้เสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะ “ขอร้อง” พรรคการเมืองบางพรรคที่ยังลังเลใจ ให้มาสนับสนุนตนเองเพื่อความสมานฉันท์ ก็อาจจะมีพรรคการเมืองบางพรรคที่ต่อต้านทหารในตอนนี้ อาจจะเปลี่ยนใจมาสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อสร้าง “ความสงบเรียบร้อย” ในตอนนั้นก็ได้

หลายคนเชื่อว่าทหารอยู่ในฐานะได้เปรียบ “เต็มประตู” ทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง อย่างที่มีข่าวอยู่เป็นระยะจากปากของผู้นำหลายคนว่า “ถ้าบ้านเมืองไม่สงบก็อาจจะไม่มีการเลือกตั้ง” รวมถึงจากที่ผู้รู้หลายท่านได้พยากรณ์ไว้ว่า หลังเลือกตั้งถ้าบ้านเมืองไม่สงบเรียบร้อย ก็อาจจะมี “อำนาจพิเศษ” ออกมาดำเนินการให้บ้านเมืองนั้น “มีความสงบเรียบร้อยอีกครั้ง” ซึ่งน่าจะสร้างความพรั่นพรึงให้กับนักเลือกตั้งทั้งหลายอยู่ไม่น้อย ที่ไม่อยากสิ้นเปลืองและ “เสี่ยงภัย” ไปมากกว่านี้ ที่สุดนักการเมืองเหล่านั้นก็ต้องอยู่ใน “ภาวะจำยอม” ต้องร่วมสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลสมานฉันท์แห่งชาตินั้นไปอีกสักระยะ

นี่คือ “ความฝันกลางฤดูฝน” ของผู้เขียน

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน