
เตรียมปรับลดระบายน้ำเขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์
ศูนย์เฉพาะกิจฯเฝ้าระวังลุ่มเจ้าพระยา เตรียมปรับแผนระบายน้ำเขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์ลดผลกระทบพื้นที่ท้ายน้ำ เตือน 3-7 ก.ย.ไทยมีฝนตกหนักบางพื้นที่
ศูนย์เฉพาะกิจฯเฝ้าระวังลุ่มเจ้าพระยา เตรียมปรับแผนระบายน้ำเขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์ลดผลกระทบพื้นที่ท้ายน้ำ เตือน 3-7 ก.ย.ไทยมีฝนตกหนักบางพื้นที่
นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.)ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤตเปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำและพื้นที่เสี่ยงสำคัญ ว่าในช่วงวันที่ 3–7ก.ย.นี้ ประเทศไทย จะมีฝนเพิ่มขึ้น โดยมีฝนตกหนักบางพื้นที่บริเวณภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือภาคตะวันออก และภาคใต้ ทำให้เพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา-ชัยนาท 820 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้ระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาด้านท้ายเขื่อนจะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน ประมาณ30-50ซม.
ทั้งนี้ศูนย์เฉพาะกิจฯได้ประสานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)พิจารณาปรับแผนลดการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์ เพื่อป้องกันผลกระทบพื้นที่ท้ายน้ำให้เกิดน้อยที่สุดรวมไปถึงแจ้งจังหวัดและราษฎรให้ทราบแผนการระบายน้ำล่วงหน้าโดยขณะนี้พบว่ามีน้ำสูงกว่าตลิ่ง ที่ อ.พยุหคีรีจ.นครสวรรค์
กรมชลประทานได้มีหนังสือแจ้งจังหวัดเพื่อสร้างการรับรู้ให้แก่พื้นที่22จังหวัดในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อขอความร่วมมือชาวนาไม่ทำการเพาะปลูกข้าวต่อเนื่องหลังการเก็บเกี่ยวข้าวนาปีแล้วเนื่องจากเป็นช่วงฤดูน้ำหลากขณะ ขณะที่สถานการณ์แม่น้ำโขงแนวโน้มน้ำสูงขึ้น โดยมีน้ำสูงกว่าตลิ่งที่จ.หนองคายจ.นครพนมจ.มุกดาหาร และอ.โขงเจียมจ.อุบลราชธานีและต้องเฝ้าระวังบริเวณจ.บึงกาฬ
ทั้งนี้ ณ วันที่ 2 ก.ย. มีฝนตกหนักและมีพื้นที่เสี่ยงภัยฝนตกหนักถึงหนักมาก 16 จังหวัดแบ่งเป็นภาคเหนือจ.เชียงรายพะเยาน่านแม่ฮ่องสอน ตากภาคตะวันออกเฉียงเหนือจ.หนองคายบึงกาฬนครพนมภาคตะวันตกจ.กาญจนบุรีราชบุรีเพชรบุรีประจวบคีรีขันธ์ภาคตะวันออกนครนายกปราจีนบุรี จันทบุรีตราดโดย 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีฝนตกปานกลางถึงหนักในภาคเหนือจ.แพร่ 46.2 มม.ภาคกลาง จ.กรุงเทพมหานคร 50.5 มม. และ ภาคใต้ จ.สุราษฎร์ธานี 44.5 มม.ยะลา 41.4 มม.นครศรีธรรมราช 35.5 มม.
สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่ มีปริมาตรน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่มี 53,545 ล้านลบ.ม.คิดเป็น75% ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง มี3,143ล้านลบ.ม.คิดเป็น61% รับน้ำได้อีก19,420ล้าน ลบ.ม. อ่างฯที่ความจุเกิน100%ขนาดใหญ่ 2แห่งได้แก่เขื่อนน้ำอูน 108%ลดลง1% เขื่อนแก่งกระจาน107%ลดลง1% และขนาดกลาง 22แห่งลดลง 11แห่ง ซึ่งอยู่ในภาคเหนือ 2แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 16แห่ง ภาคกลาง 1แห่ง และภาคตะวันออก 3 แห่งขณะที่อ่างเฝ้าระวังที่ความจุ 80-100% เป็นอ่างฯขนาดใหญ่ 5แห่งเขื่อนวชิราลงกรณ94%
เขื่อนศรีนครินทร์ 91%เขื่อนรัชชประภา86%เขื่อนขุนด่านปราการชล 86% เขื่อนปราณบุรี79%ขนาดกลาง 64แห่ง เพิ่มขึ้น 9แห่ง แยกเป็น ภาคเหนือ 8แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 36แห่ง ภาคตะวันออก 12 แห่ง ภาคกลาง 4แห่ง และภาคใต้ 4แห่งสำหรับอ่างเฝ้าติดตามที่ความจุน้อยกว่า30% เป็นขนาดใหญ่ 2แห่งได้แก่เขื่อนอุบลรัตน์เขื่อนทับเสลาขนาดกลาง 38แห่งได้แก่ภาคเหนือ 2แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 26แห่ง ภาคตะวันออก 4แห่ง ภาคกลาง 1แห่ง ภาคใต้ 5 แห่งต้องวางแผนเก็บกักน้ำและเติมน้ำโดยประสานกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตรในการปฏิบัติการฝนหลวงต่อเนื่อง







