
ยืดถก‘นาฟต้า’สัปดาห์หน้า
สหรัฐ-แคนาดาเตรียมถกแก้นาฟต้าต่อสัปดาห์หน้า
สหรัฐ-แคนาดาเตรียมถกแก้นาฟต้าต่อสัปดาห์หน้า ด้านทรัมป์หวังเซ็นดีลการค้าใหม่ภายใน 90 วัน
สหรัฐและแคนาดาล้มเหลวในการเจรจาปรับแก้ความตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟต้า) เมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา เพราะยังไม่สามารถตกลงกันได้หลายประเด็นและจะกลับมาเจรจาต่อในสัปดาห์หน้า ขณะที่รัฐบาลสหรัฐต้องการเร่งสรุปผลการเจรจา หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ยื่นเรื่องต่อสภาคองเกรสขอลงนามข้อตกลงการค้าใหม่กับเม็กซิโกภายในเวลา 90 วัน เพื่อใช้ข้อตกลงดังกล่าวแทนนาฟต้า พร้อมระบุว่าต้องการให้แคนาดาเข้าร่วมข้อตกลงใหม่ด้วยเช่นกัน
วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า หลังสหรัฐและแคนาดากลับมาเจรจาต่อ เส้นตายการบรรลุข้อตกลงรอบใหม่อาจยืดออกไปได้ถึงวันที่ 30 ก.ย.นี้ โดยรัฐบาลสหรัฐจะต้องเปิดเผยรายละเอียดข้อตกลงในวันที่ 1 ต.ค. แล้วทรัมป์จึงค่อยลงนามในอีก 60 วันต่อมาราววันที่ 30 พ.ย.
รายงานระบุว่าสาเหตุที่การเจรจาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาล้มเหลว มาจากความขัดแย้งกรณีสหรัฐเรียกร้องให้แคนาดาเปิดกว้างภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมผลิตนมมากยิ่งขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้ ทรัมป์โจมตีว่าแคนาดาเรียกเก็บภาษีผลิตภัณฑ์นมนำเข้าสูงมากจนส่งผลต่อเกษตรกรอเมริกัน
ขณะที่แคนาดาไม่ต้องการให้สหรัฐยกเลิกระบบแก้ไขข้อพิพาทในข้อตกลงนาฟต้า ซึ่งประเทศสมาชิกสามารถยื่นเรื่องคัดค้านและตั้งภาษีตอบโต้ประเทศที่ตั้งกำแพงภาษีต่อต้านการทุ่มตลาดได้
นอกจากนี้ แคนาดายังต้องการใช้นโยบายปกป้องวัฒนธรรมต่อในนาฟต้าปัจจุบัน เพื่อป้องกันสื่อบันเทิงสหรัฐทะลักเข้าประเทศมากเกินไป
ขณะเดียวกัน การเจรจาระหว่างสองชาติมีแนวโน้มตึงเครียดขึ้นอีก หลังทรัมป์ระบุว่า แคนาดาเอาเปรียบสหรัฐทางการค้ามาเป็นเวลาหลายปี ด้านโตรอนโต สตาร์ สื่อรายหนึ่งของแคนาดารายงานอ้างแหล่งข่าวว่าทรัมป์จะไม่ยอมประนีประนอมในการเจรจาการค้ากับแคนาดา
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ยังข่มขู่ว่าจะถอนตัวออกจากองค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) หากไม่มีการปฏิรูปองค์กร หลังโจมตีดับเบิ้ลยูทีโอมาตลอดว่าไม่สามารถช่วยแก้ข้อพิพาททางการค้าได้
อย่างไรก็ดี โรเบอร์โต อาเซเวโด ผู้อำนวยการดับเบิ้ลยูทีโอ เปิดเผยว่า หากสหรัฐถอนตัวออกไปจริงจะส่งผลเสียต่อเอกชนอเมริกันที่ทำธุรกิจทั่วโลก เพราะจะทำให้บริษัทสหรัฐเสี่ยงตกเป็นเป้าการเลือกปฏิบัติทางธุรกิจได้ง่ายขึ้น พร้อมเสริมว่าทางองค์กรกำลังเร่งหาทางแก้ไขความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและประเทศอื่นๆ ในขณะนี้







