
ส.อ.ท.เผยดัชนีอุตฯกย.ลดลงที่ 100.8
ดัชนีอุตสาหกรรมเดือนก.ย.อยู่ที่ 100.8 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่2ผลพวงบาทแข็งค่ากระทบภาคส่งออก คำสั่งซื้อสินค้าชะลอตัว
ดัชนีอุตสาหกรรมเดือนก.ย.อยู่ที่ 100.8 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่2ผลพวงบาทแข็งค่ากระทบภาคส่งออก คำสั่งซื้อสินค้าชะลอตัว
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย ในเดือนก.ย. 2553 ที่ได้จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,130 ตัวอย่างครอบคลุม 39 กลุ่มอุตสาหกรรม ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นอยู่ที่ระดับ 100.8 ปรับลดลงจากระดับ 102.4 ในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นการปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 โดยมีปัจจัยลบมาจากค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องกระทบผู้ประกอบการส่งออก รวมทั้งเหตุการณ์ลอบวางระเบิดหลายครั้งในพื้นที่กรุงเทพและภาวะน้ำท่วม
ทั้งผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ว่ายอดคำสั่งซื้อ ยอดขาย ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการ จะปรับตัวลดลง จากปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าไม่สามารถกำหนดราคาสินค้าได้ ทำให้การรับออเดอร์สินค้าล่วงหน้าดเนินการได้ลำกบาก เพราะเกรงว่าจะเกิดการขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในกลุ่มที่เน้นตลาดต่างประเทศ เดือนก.ย. อยู่ที่ 104.3 ปรับลดลงจากเดือนก่อนที่ระดับ 114.4 โดยอุตสาหกรรมที่มีดัชนีลดลง ได้แก่ สิ่งทอ ผลิตภัณฑ์ยาง กระดาษ และหัตถกรรม อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลเข้ามาดำเนินการคือการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้เหมาะสมและมีเสถียรภาพ โดยเฉพาะผู้ประกบการเอสเอ็มอีเร่งสนับสนุนแหล่งเงินทุน รวมทั้งการสร้างความมั่นคงทางการเมืองเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
***นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ทางส.อ.ท.ได้ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมของประเทศมาเลเซีย ออกแถลงการณ์ร่วมกันถึงปัญหาค่าเงินของ 2 ประเทศ เนื่องจากแข็งค่ามากกว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาค และถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติ เพื่อส่งสัญญาณให้ทุกประเทศทราบว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้น เป็นผลมาจากมีเงินทุนไหลเข้า-ออกจากประเทศที่พัฒนาแล้ว เร็วผิดปกติ เพราะมีการเก็งกำไรเกิดขึ้น โดยขอให้มีการยกระดับมาตรการในการดูแลค่าเงินให้เป็นระดับภูมิภาค
“ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี และกระทบการส่งออก สิ่งที่อยากทราบคือรัฐบาลมีมาตรการรับมือในอนาคตแค่ไหน ส่วนมาตรการที่ออกมาล่าสุดไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก โดยทางภาคเอกชนได้เสนอมาตรการไปหมดแล้ว เหตุใดจึงไม่เลือกวิธีการเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมกับเงินทุนที่เข้ามาเก็งกำไรระยะสั้น รัฐบาลไม่ควรจะห่วงตลาดทุนเกินไป “นายพยุงศักดิ์กล่าว
นายสมมาต ขุนเศษฐ เลขาธิการส.อ.ท. กล่าวถึงปัญหาผลกระทบการส่งออกที่เกิดขึ้นจากค่าเงินบาทแข็งค่า เริ่มจะรุนแรงมากขึ้น แม้กระทรวงพาณิชย์จะประกาศตัวเลขส่งออกเดือนก.ย.ขยายตัวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ก็เป็นมูลค่าลงทุนที่เป็นเหรียญสหรัฐ เมื่อคำนวณออกมาเป็นค่าเงินบาท มีมูลค่าที่หายไปเยอะมาก โดยเฉลี่ยปีนี้ไทยส่งออกรวม 1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หากคำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยน 30 บาท/เหรียญสหรัฐ เทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อต้นปีอยู่ที่ 33.8 บาท/เหรียญสหรัฐ เท่ากับค่าเงินลดลงไป 3-3.50 บาท/เหรียญสหรัฐ จะทำให้มูลค่าส่งออกหายไปประมาณ 6 แสนลานบาท







