posttoday
เกิดและตายอย่างทิเบต

เกิดและตายอย่างทิเบต

05 สิงหาคม 2561

เมื่อพูดถึงการเกิดและการตายอย่างทิเบต เรามักนึกถึงตำรา “บาร์โด โทดล” หรือที่ฝรั่งแปลว่า Tibetan Book of the Dead

โดย กรกิจ ดิษฐาน

เมื่อพูดถึงการเกิดและการตายอย่างทิเบต เรามักนึกถึงตำรา “บาร์โด โทดล” หรือที่ฝรั่งแปลว่า Tibetan Book of the Dead เป็นอันดับแรก ตำรานี้ว่าด้วยการเตรียมตายเพื่อแสวงหาภพชาติใหม่ โดยมีพื้นฐานอยู่ที่คติเรื่อง “บาร์โด” หรืออันตรภพ หรืออันตราภพ (ภพระหว่าง) งเป็นภพที่สัตว์โคจรอยู่ 49 วันรอการมาเกิดใหม่ แต่แนวคิดนี้ไม่สอดคล้องกับฝ่ายเถรวาท ที่ระบุว่าสัตว์เมื่อจุติแล้วจะเกิดในภพใหม่ทันที ไม่มีการรอคอยใดๆ ทั้งสิ้น

ประเด็นนี้ปรากฏในอภิธรรมโกศะศาสตร์ ของฝ่ายมหายาน ซึ่งยืนยันเรื่องอันตรภพ แต่เถรวาทกังขาในเรื่องนี้ สามารถศึกษาได้จากอันตราภวกถา ในกถาวัตถุปกรณ์ แห่งพระอภิธรรมปิฎก

นอกจากบาร์โด โทดลแล้ว ทิเบตยังรุ่มรวยด้วยตำราว่าด้วยการเกิดตายอีกมากมาย แต่คนไทยมักไม่คุ้น เผอิญผมได้อ่านสรุปตำราบางเล่มจากหนังสือ Tibetan Buddhist Medicine and Psychiatry: The Diamond Healing โดย Terry Clifford จะขอนำมาเผยแพร่เพื่อความบันเทิงในธรรมและสาระทางโลก อย่างคร่าวๆ ดังนี้

ตามตำราแพทย์แผนโบราณของทิเบต บุคคลจะเกิดได้ก็ด้วยเหตุปัจจัยดังนี้

1.น้ำอสุจิสีขาวของบิดา เป็นปัจจัยก่อกระดูกสมองและระบบประสาท

2.ไข่กับมดลูกสีแดงของมารดา สร้างอวัยวะอ่อนต่างๆ

จิตของสัตว์ที่แสดงหาการเกิดภพชาติใหม่ ก่อให้เกิดอายตนะเป็นทวารเชื่อมการรับรู้ภายในกับผัสสะภายนอก

จิตที่แสวงหาภพชาติ อาจรอให้ชายหญิงร่วมรักกัน จนเกิดความรู้สึกชอบหรือชังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เมื่อน้ำเชื้อและไข่ผสมกันบวกกับจิตปรารถนาที่จะเกิดและกรรมนำพามาพอดี จิตนั้นจะเริ่มกระบวนการครอบครองสภาวะกำเนิดรูป

ในตำราจตุปัจจัย (กึด์ ชิ / Gyu Zhi) ตำราแพทย์อันสำคัญยิ่งของทิเบตพรรณนาว่า

มีปัจจัย 3 ประการที่เป็นตัวก่อรูปกาย ได้แก่น้ำเชื้อพ่อที่มิได้บกพร่องโรคภัย, ระดูของมารดา (หมายความถึงไข่จากแม่) และจิตของสัตว์ที่ยังแสวงหาภพชาติซึ่งผลักดันโดยกระแสกรรมอย่างเหมาะเจาะ และอายตนะยังต้องคงสถานะที่สอดคล้องกับเจตนาที่แสวงหาการเกิด เหล่านี้คือปัจจัยที่ทำให้เกิดชีวิตขึ้น ส่วนการจะเป็นชายหรือหญิงขึ้นอยู่กับการเชื่อมต่อของจิตกับกาย

1.หากจิตกำหนดตัวเองกับน้ำเชื้อพ่อ และติดเพศแม่รังเกียจพ่อ จิตนั้นจะเกิดเป็นชาย

2.หากจิตนั้นกำหนดตัวเองกับไข่แม่ ซึ่งจะต้องสมบูรณ์พร้อมเช่นกัน จิตเกิดโทสะต่อแม่ จิตจะก่อรูปเป็นหญิง

เมื่อจิตผสานกับการก่อรูปของน้ำเชื้อและไข่แล้ว จิตจะตกภวังค์ ระหว่างนั้นอายตนะภายนอก-ภายในจะก่อตัว จากนั้นอวัยวะต่างๆ จะเริ่มก่อรูป เริ่มจากระบบประสาทและจักระในสัปดาห์ที่ 8 ครั้นถึงเดือนที่ 6 จิตจะตื่นจากภวังค์ และเริ่มที่จะมีความรู้สึกโสมนัสและโทมนัส ระหว่างสัปดาห์ที่ 6 จิตจะเริ่มจดจำชาติก่อนๆ ได้

ในตำรา (ดักโป ทารเจน / Dakpo Targyen) ของท่านกัมโปปะพรรณนาถึงสัตว์ที่จะถือกำเนิดว่า

“เมื่อมารดากินอาหารไม่สมดุล เช่น กินอาหารเย็น ตัวอ่อนจะรูสึกเหมือนร่างเปล่าเปลือยถูกโยนลงบนผืนน้ำแข็ง เช่นเดียวกัน เมื่ออาหารร้อนจัดหรือรสจัดจ้านเกินไป เมื่อกินมากไปจะรู้สึกเหมือนถูกหนีบระหว่างก้อนหิน เมื่อกินน้อยไปจะรู้สึกเหมือนถูกโยนคว้างกลางอากาศ เมื่อมารดาเสพกามราคะมากเกินไป ตัวอ่อนจะรู้สึกเหมือนถูกโบยตีด้วยหนามแหลม” ครั้นถึงสัปดาห์ที่ 37 ท่านกล่าวว่า “จิตของตัวอ่อนจะรู้สึกขยะแขยงในความโสโครก เน่าเหม็น และดำมืด และสภาวะประหนึ่งถูกจองจำจนเกิดความคิดที่จะหนีออกมา”

เมื่อทารกจะเกิด ท่านกัมโปปะพรรณนาว่า “เมื่อจะเกิดรู้สึกเหมือนวัวถูกถลกหนังทั้งเป็น เหมือนกับถูกแตนต่อย เมื่อถูกน้ำอุ่นชำระล้างรู้สึกเหมือนกับถูกทุบตี”

แต่ไม่ใช่จิตคนตายทุกคนจะเกิดเป็นคนได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับกรรมและความสามารถในการกำหนดจิต หากกำหนดจิตไม่ได้ก็ต้องปล่อยไปตามวิบากกรรม จะนำไปเกิดเป็นสัตว์ประเภทไข่ ประเภทตัวออกจากครรภ์ ประเภทเกิดในของเหลว หรือประเภทเกิดแล้วโตเลย (โอปปาติกะ)

ผู้ปฏิบัติธรรมจนควบคุมจิตได้ ก็สามารถที่จะเลือกที่เกิดได้ (หรือจะไม่เกิดก็ได้ถ้าเป็นอรหันต์) เช่นในทิเบต บรรพชิตถือปณิธานโพธิสัตว์จึงนิยมเกิดเป็นมนุษย์ถือเพศบรรพชิตเช่นเดิม เพื่อสานต่องานศาสนา ก่อนตายบรรพชิตเหล่านี้มักฝึกจิตจนกล้าแข็งแล้ว และไม่กระทำกรรมชั่ว ท่านจะพยากรณ์ที่เกิดใหม่ให้ศิษย์ได้ตามหา

หากไปเกิดในสุคติภูมิจิตจะเคลื่อนจากยอดกระหม่อม เรียกว่า พรหมทวาร หากไปเกิดทุคติภูมิ จิตจะเคลื่อนออกจากจุดที่ต่ำกว่านั้น

ทางทิเบตยังไม่นิยมกล่อมจิตด้วยยาแก้ปวดหรือสารกล่อมประสาท เพราะจะทำให้จิตตกภวังค์ ไม่ทราบสภาวะจิตในขณะที่กำลังจะตาย ทำให้ถูกกรรมซัดไปตามวิบาก ไม่อาจกำหนดที่เกิดอันเป็นสุคติได้

จิตที่กำหนดการเกิด (คติ) ของตัวเองได้ จะต้องผ่านการฝึก “โพวา” หรือการตายอย่างมีสติเสียก่อน ภาษาสันสกฤตใช้คำว่า “สังกรานตะ” หรือสงกรานต์ แปลว่า การข้ามผ่าน คือการบังคับจิตให้เคลื่อนไปยังพรหมทวาร เพื่อไปยังภพภูมิที่สูงกว่า

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน