
ปฏิรูปการเงินฐานราก ดันศก.รากหญ้าเข้มแข็ง
คณะทำวิจัยของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ทำรายงานวิจัย
โดย เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
คณะทำวิจัยของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ทำรายงานวิจัย “แนวทางการพัฒนาโครงสร้างและระบบการกำกับดูแลระบบการเงินระดับฐานราก” ซึ่งเป็นนโยบายหนึ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะรัฐบาลมองว่าหากคนระดับฐานรากเข้าถึงแหล่งทุนมากเท่าไร ก็จะทำให้เศรษฐกิจรากหญ้ามีการขยายตัวได้ดีและมีความเข้มแข็งมากขึ้น
ทั้งนี้ คณะทำวิจัยได้สรุปว่า องค์กรการเงินระดับฐานรากที่สำคัญ ประกอบด้วย สหกรณ์ กองทุนหมู่บ้าน และกลุ่มออมทรัพย์ ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยให้เศรษฐกิจชุมชนมีความเข้มแข็ง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัจจุบันจะมีการกำกับดูแลองค์กรการเงินระดับฐานราก แต่ก็ยังมีปัญหา มีรูปแบบแตกต่างกัน ไม่เท่าเทียมกัน ขาดการบูรณาการ และมาตรฐานในการกำกับดูแลที่แตกต่างไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน
จากการสำรวจความเห็นของคณะผู้ทำวิจัย สรุปได้ว่าทุกฝ่ายตระหนักถึงการกำกับดูแลองค์กรการเงินระดับฐานราก เรื่องแรกที่ให้ความสำคัญมากที่สุดคือ การกำกับดูแลเรื่องธรรมาภิบาล รองลงมาเป็นการกำกับดูแลความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ รวมถึงกำกับดูแลความเสี่ยงด้านเครดิตและสภาพคล่อง เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับผู้ฝากเงิน ซึ่งเป็นผู้มีรายได้น้อย และผลกระทบกับภาครัฐที่ต้องเข้าไปชดเชยความเสียหายที่เกิดขั้น
อย่างไรก็ตาม การสอบถามความเห็นเรื่องการกำกับดูแลองค์กรการเงินระดับฐานราก ก็ยังมีความแตกต่างขององค์กรการเงิน เช่น โดยสหกรณ์จะให้ความสำคัญกับมาตรฐานการกำกับดูแลความมั่นคงทางการเงินและมาตรฐานบัญชี และการส่งเสริมความรู้ให้กับกรรมการ สำหรับกลุ่มออมทรัพย์จะให้ความสำคัญกับการมีสถานะเป็นนิติบุคคล การให้ความรู้กับสมาชิกและการส่งเสริมให้สมาชิกมีส่วนร่วม
ในส่วนของกองทุนหมู่บ้านจะให้ความสำคัญกับการให้ความรู้การเงินกับสมาชิกและคณะกรรมการ การพัฒนาระบบสารสนเทศ และการได้รับสนับสนุนเงินทุนจากรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม คณะผู้ทำวิจัยได้เสนอ แนวทางการกำกับดูแลองค์กรการเงินระดับฐานรากที่เหมาะสมไว้ 2 แนวทาง ที่สำคัญ
แนวทางที่ 1 เป็นเรื่องระยะสั้นควรมีการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาและกำกับดูแลระบบการเงินภาคประชาชน เพื่อจัดทำแผนแม่บทและบูรณาการการทำงานของหน่วยงานกำกับที่เกี่ยวข้อง และกำหนดหลักเกณฑ์การกำกับดูแลความมั่นคงทางการเงินสำหรับองค์กรการเงินระดับฐานรากแต่ละขนาดให้มีความแตกต่างกัน ประกอบด้วย กลุ่มการเงินชุมชน ซึ่งรัฐบาลยังไม่จำเป็นต้องเข้าไปกำกับ แต่ให้ความช่วยเหลือพัฒนาการเข้มแข็งทางการเงิน และรายงานข้อมูลทุกปีให้ทางการตรวจสอบ
องค์กรการเงินชุมชนที่จดทะเบียนจะต้องกำหนดให้มีมาตรฐานธรรมาภิบาล ทั้งการคัดเลือกกรรมการ มาตรฐานการบัญชี การตรวจสอบภายใน เป็นต้น
นอกจากนี้ องค์กรการเงินชุมชนขนาดกลาง ต้องมีการกำกับดูแลความมั่นคงเฉพาะด้านที่สำคัญ เช่น ด้านเครดิตและสภาพคล่อง ขณะที่องค์กรการเงินชุมชนขนาดใหญ่จะต้องมีการกำกับดูแลความมั่นคงทางการเงินในทุกด้าน ทั้งการดำรงเงินกองทุนขั้นต่ำ การจัดชั้นคุณภาพสินเชื่อและการสำรองหนี้เสีย ตลอดจนต้องรายงานฐานะการเงินเป็นรายเดือนให้กับทางการรับทราบ
สำหรับแนวทางที่ 2 เรื่องระยะยาว ควรจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลระบบการเงินภาคประชาชน เพื่อรวมศูนย์การกำกับดูแลการเงินภาคประชาชนทุกประเภทไว้ด้วยกันเพื่อส่งเสริมการกำกับดูแลไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนเป็นเอกภาพ และมีผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินระดับฐานรากเป็นผู้รับผิดชอบเป็นการเฉพาะ โดยองค์กรต้องทำหน้าที่ให้ความรู้ กำกับดูแลตรวจสอบ และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานการเงิน เพื่อรองรับการดำเนินการให้กับองค์กรการเงินภาคประชาชนทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
แนวทางข้อเสนอดังกล่าวจะเกิดประโยชน์กับองค์กรการเงินระดับฐานรากในระยะยาว ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า
จากข้อมูลของ สศค.ไตรมาสแรกปี 2560 การให้บริการทางการเงินฐานรากมาจากธนาคารพาณิชย์ทั้งการฝากเงินและให้สินเชื่ออยู่ที่ 65% รองลงมาเป็นแบงก์รัฐอยู่ที่ 23-25% ส่วนองค์กรการเงินระดับฐานรากยังมีสัดส่วนการให้บริการที่น้อยอยู่
อย่างไรก็ตาม หากภาครัฐมีการปฏิรูปองค์กรการเงินระดับฐานรากยังเป็นระบบและเป็นรูปธรรม จะทำให้องค์กรการเงินระดับฐานรากให้บริการประชาชนในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด เป็นผลดีทั้งคนมีรายได้น้อยและคนจนที่เข้าถึงแหล่งทุนจากสถาบันการเงินปกติได้ยาก ที่สำคัญจะช่วยให้เศรษฐกิจรากหญ้าขยายตัวได้อย่างเข้มแข็งมากขึ้น







