
Coaching, Branding & Marketing มีจริงหรา!!! (1)
ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าสิ่งที่ฉันกำลังจะเล่าต่อไปนี้ มันเป็นการค้นพบอันยิ่งใหญ่ของสิ่งที่ทุกคนต้องการในเวลานี้
ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าสิ่งที่ฉันกำลังจะเล่าต่อไปนี้ มันเป็นการค้นพบอันยิ่งใหญ่ของสิ่งที่ทุกคนต้องการในเวลานี้ นั่นคือวิธีการไปสู่ความสำเร็จ มันเป็นความลับที่ฉันไปค้นพบเข้าโดยบังเอิญ เลยอาจต้องเล่ายาวหน่อย ตอนเดียวคงเล่าไม่พอ เลยขอเล่าเป็นสองตอนนะคะ
เรื่องมันมีอยู่ว่า
ประเทศไทยในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา เมื่อดิจิทัลคืบคลานเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคน คนไทยส่วนใหญ่กลายเป็นผู้ที่ต้องอยู่ในกระแสโซเชียล คลื่นดิจิทัลถาโถมเข้าใส่อย่างตั้งตนไม่ทัน ธุรกิจใหญ่น้อยต่างสั่นคลอน ขายของไม่ได้อีกต่อไป เพราะคุ้นเคยกับโลกเดิมๆ
ในขณะที่คนทั้งโลกวิ่งและกระโดดไปไกลแล้ว ด้วยการปรับตัวของการเรียนรู้นอกระบบที่ชาวตะวันตกให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง สิ่งหนึ่งที่กลายเป็นอาชีพใหม่ของคนกลุ่มหนึ่งในเมืองไทยคือ Coaching คือผู้ตั้งตนเป็นผู้รู้ และจัดอบรมให้กับผู้ที่ตนคิดว่าไม่รู้ และจ่ายค่าอบรมด้วยราคาสูงลิ่ว มันเป็นช่องโหว่ในช่วงเสียศูนย์ของทุกคน
นอกจากนี้ ยังมีอีกอาชีพที่กำลังฮิตติดตลาดคือ นักการตลาด ที่มักเรียกตนว่านัก Branding คือการชี้เป้าให้ผู้คนเข้าขายของให้ได้ในโลกใหม่ สองอาชีพนี้ทำเงินให้กับคนสองกลุ่มนี้อย่างรวดเร็ว โดยที่ทั้งสองอาชีพนี้ก็ไม่ได้การันตีถึงความสำเร็จของสมาชิกผู้จ่ายเงินไปนั่งฟังในห้องนั้น
ฉันเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้น อะไรคือ Coaching และ Branding ฉันเริ่มฟังตั้งใจจากคลิปที่เขาเผยแพร่กัน สิ่งเหล่านี้ที่คนพวกนี้บอกมันก็เป็นเรื่องที่ใครก็รู้อยู่แล้ว แล้วอะไรที่ทำให้คนยอมเสียเงินมากมายไปเข้าคอร์สล่ะ พอฉันตั้งใจฟังคนเหล่านี้ ฉันค้นพบสารที่พวกเขาสื่อ มันแทบจะเหมือนกันหมดทุกสำนัก เป้าหมายคือความสำเร็จ
ความสำเร็จคือรวย อีกนัยหนึ่งคือทำเช่นใดให้ประสบความสำเร็จ เปลี่ยนแปลงอย่างไรให้ชีวิตดี ในวงเล็บรวย ฉันยังคงค้างคาใจว่าจริงหรือที่คนไทยต้องการสิ่งนี้ การตั้งเป้าแบบนี้ในคอร์สการอบรม มันจะทำให้ทุกคนรวยจริงๆ ใช่มั้ย
ฉันช่างโชคดีที่ได้คำตอบเรื่องนี้อย่างบังเอิญ เมื่อฉันมีภารกิจต้องไปคุยกับพี่คนหนึ่งที่มีธุรกิจปั๊มน้ำมันใน อ.แกลง จ.ระยอง
คุณกรทัศน์ คุณาวุฒิ เจ้าของ หจก.สมศักดิ์แกลงเซอร์วิส พี่หนุ่มได้นำเอาสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 คิดและปฏิบัตินำมาปรับใช้ในชีวิตจริง และถือว่าประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะการบำบัดน้ำเสีย ฉันมุ่งหน้าไประยองเพื่อไปพบพี่หนุ่มอย่างไม่คาดหวัง ฉันคิดว่าก็คงเหมือนกรณีศึกษาที่ได้ออกรายการทีวี คงไม่มีอะไรใหม่
แต่ฉันคิดผิด วินาทีที่ไปถึงปั๊มน้ำมันของพี่หนุ่ม มีผู้คนมากมายที่เข้ามาแวะพัก มีร้านกาแฟ ร้านข้าวแกง ร่มรื่น แต่นี่คือปั๊มเชลล์ ไม่ใช่ปั๊มแบบที่ฉันเคยแวะพัก แต่คนเยอะมาก ฉันได้เจอพี่หนุ่ม เรานั่งคุยกันที่ร้านข้าวแกง ร้านใหญ่โตเหมือนโถง สร้างด้วยไม้เก่าง่ายๆ สะอาดเรียบร้อย มั่นคงแข็งแรง
ฉันเริ่มเข้าประเด็นกับพี่หนุ่ม เขาอายุประมาณ 56 ปี พี่หนุ่มใจดี เราเริ่มบทสนทนาที่ว่า พี่ทำตรงนี้ให้ประสบความสำเร็จได้ยังไง (เป็นคำถามเหมือนถามโค้ชชิ่งมาก ฮ่าฮ่าฮ่า)
พี่หนุ่มเริ่มเล่า เมื่อปี 40 ปั๊มน้ำมันของครอบครัวประสบกับภาวะขาดทุนอย่างหนัก ด้วยค่าเงินที่ปรับขึ้นของไทยและดอลลาร์ ธุรกิจปั๊มน้ำมันเป็นหนี้ทันที เขาตัดสินใจเลิกทำ แต่ด้วยเงื่อนไขของสัญญาที่ยังไม่ครบเวลา จึงทำให้ต้องโดนปรับอย่างหนักถ้าจะเลิกสัญญานั้น เขาจึงเลิกไม่ได้
ในเวลานั้นเขานั่งมองสิ่งต่างๆ ที่กำลังเปลี่ยนแปลง พี่หนุ่มตัดสินใจออกเดินทางกับพ่อ (ซึ่งเป็นเจ้าของปั๊มน้ำมันตัวจริง) เขากับพ่อขับรถล่องขึ้นไปทางเหนือ ทางตะวันออก ด้วยความคิดว่าไปเลียแผลใจ ไปพักแล้วค่อยกลับมาตั้งตัวใหม่ เขาแวะเกือบทุกปั๊ม และที่พักระหว่างทาง เพื่อเปิดโลกว่าใครเขาทำอะไรกันบ้าง หลังจากกลับมาเขาก็คิดว่าสิ่งที่เขาได้เจอได้เห็นระหว่างทางเราจะนำมาปรับใช้อะไรได้บ้าง แต่เมื่อกลับมานั่งดูปัจจัยที่ตัวเองมี มันแทบจะทำแบบที่เห็นมาไม่ได้เลย ด้วยเงินทุน ด้วยพื้นที่ เพราะเขาก็กู้เงินไม่ได้
พี่หนุ่มจึงนั่งสังเกตผู้ที่แวะเข้ามาที่ปั๊มซึ่งมีไม่มากนัก เขาเริ่มเห็นว่าทุกคนที่แวะปั๊มต้องการเข้าห้องน้ำ ไม่ใช่เติมน้ำมัน เพราะปั๊มของเขาอยู่ในเส้นทางขาเข้ากรุงเทพฯ ไม่ใช่ขาไปที่จำเป็นต้องเติมน้ำมันให้เต็ม แล้วด้วยราคาที่ผันไปตามเส้นทาง ส่วนใหญ่จะเติมเพียงที่จะวิ่งได้เข้าเมืองเท่านั้น
ฉะนั้น เป้าหมายของทุกคนคือห้องน้ำ เขาจึงทำห้องน้ำ ปรับปรุงให้สะอาดที่สุด โดยไม่ได้สร้างหรือลงทุนอะไรใหม่ เขาทำห้องน้ำให้น่าเข้าจนได้รางวัลส้วมโลก (พระเจ้า ฉันถึงขั้นอุทาน)
จากนั้นพี่หนุ่มสังเกตว่าผู้คนที่แวะเข้าห้องน้ำ ก็มักจะยืดเส้นยืดสายจากการเดินทางไกล เขาก็เอาต้นไม้มาลงข้างๆ ห้องน้ำ เพื่อความสดชื่น มีสวนที่นั่งพักได้ คนเดินทางเริ่มบอกปากต่อปาก ผู้คนเริ่มมากขึ้น ต่อมาเริ่มมีคนถามหากาแฟ เขาก็คิดเพียงว่าคงต้องมีบริการให้คนที่แวะมาพัก เผื่อเขาเติมน้ำมันด้วย คิดแค่นั้น ไม่ได้คิดจะขายด้วยซ้ำ
เขาไปเรียนชงกาแฟ แล้วให้ทุกคนที่ปั๊มชิม จากไม่ได้เรื่องจนอร่อยขึ้นจากการติชม สุดท้ายมีคนขอซื้อกาแฟ แต่ด้วยเงินทุนที่แทบไม่มี เขาจึงเปิดร้านกาแฟเป็นเต็นท์เล็กๆ ที่พอจะหาได้ ผู้คนเริ่มกล่าวขวัญถึงกาแฟที่รสชาติดี คนเริ่มแวะปั๊มมากขึ้นตามลำดับ และไม่นานเริ่มมีคนถามหาอาหาร เขาจึงเล่าให้แม่ฟัง แม่ก็บอกว่าเราก็ทำแกงกับผัดสักสองสามอย่าง หม้อเล็กๆ ขายไม่หมดเราก็กินกันเอง เพราะเรามีลูกอยู่แล้ว แม่พี่หนุ่มก็เริ่มทำข้าวแกงราคาไม่แพง
เขาเล่าต่อว่าเขาอยากให้ทุกคนได้ใช้จานกระเบื้องไม่ใช่จานพลาสติก เหมือนเรากินกันที่บ้าน และด้วยความที่แม่ทำอาหารอร่อยอยู่แล้ว ไม่นานทั้งร้านกาแฟและร้านอาหารจึงมีผู้คนเข้ามาอุดหนุนโดยไม่ขาดแม้ไม่ได้มาเติมน้ำมัน
ร้านเริ่มขยาย รายได้เริ่มเป็นกอบเป็นกำ เขาเริ่มปรับปรุงแต่ก็ยังคงเรียบง่าย ไม่ได้ลงทุนอะไรมากเพิ่ม นอกจากให้ความสำคัญกับคนทำงาน แม่บ้านที่ทำความสะอาดห้องน้ำทุกคน พนักงานร้านกาแฟ ร้านอาหาร ถูกปฏิบัติประหนึ่งลูกหลาน
พี่หนุ่มบอกอีกว่าสิ่งสำคัญคือเราต้องดูแลคนเหล่านี้ ไม่ใช่ห้องน้ำ
ขอต่อตอนหน้านะคะ เดี๋ยวจะมาเล่าต่อว่าพี่หนุ่มเขาทำยังไงต่อ และความลับที่ว่านั้นมันเจ๋งขนาดไหน 







