
รับสร้างบ้านฝ่าฝนโต
พีดี เฮ้าส์ ชี้ตลาดรับสร้างบ้านไตรมาส 3 ส่งสัญญาณขยายตัว จากกำลังซื้อ-ความเชื่อมั่นผู้บริโภคหนุนบ้านหลังที่ 2 กลับมา
พีดี เฮ้าส์ ชี้ตลาดรับสร้างบ้านไตรมาส 3 ส่งสัญญาณขยายตัว จากกำลังซื้อ-ความเชื่อมั่นผู้บริโภคหนุนบ้านหลังที่ 2 กลับมา
นายสิทธิพร สุวรรณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีดี เฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดรับสร้างบ้านในไตรมาส 3 ปีนี้มีความคึกคัก คาดว่าตลาดจะเติบโตได้ 7-10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีที่แล้ว แม้ปีนี้ฝนจะมาเร็วและมีปริมาณมาก แต่เป็นการเตรียมตัวและทำสัญญารอการก่อสร้างหลังจากหมดหน้าฝน เนื่องจากผู้บริโภคมีความมั่นใจในเศรษฐกิจโดยรวมและมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ตลาดใหม่ที่เริ่มเห็นในปีนี้คือกลุ่มที่สร้างบ้านเป็นหลังที่ 2 ซึ่งไม่เห็นมาแล้วหลายปี โดยส่วนใหญ่เป็นข้าราชการระดับบริหาร หรือทำงานในบริษัทเอกชนขนาดใหญ่มีผลประกอบการที่ดี ราคาบ้านที่ต้องการคือที่ 3-5 ล้านบาท จะสร้างไว้สำหรับการพักผ่อนหรือสร้างในบ้านเกิดในต่างจังหวัด กลุ่มนี้จะมีบ้านในกรุงเทพฯอยู่แล้ว
นอกจากนี้ ความต้องการสร้างบ้านระดับกลางไม่เกิน 5 ล้านบาท จะเริ่มเห็นสัญญาณการหันมาใช้บริษัทขนาดใหญ่แทนผู้ประกอบการรายเล็ก เพราะผู้บริโภคต้องการคุณภาพบ้านทั้งฝีมือและวัสดุมากกว่าขนาดพื้นที่ที่ได้ อย่างไรก็ตามในช่วงไตรมาส 3 ผู้ประกอบการต้องเจออุปสรรคซึ่งต้องมีการบริหารควบคุมต้นทุนที่เกิดจากค่าแรงประจำจากการขยายเวลาก่อสร้างช่วงฝนตก
ด้านเทรนด์ตลาดรับสร้างบ้านนั้นจะเริ่มให้ความสำเร็จกับนวัตกรรมก่อสร้างใหม่ๆ มากขึ้น รวมทั้งโนว์ฮาวที่บริษัทต่างชาตินำเข้ามาร่วมพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยกับดีเวลลอปเปอร์ในประเทศไทย ทำให้ความต้องการนี้จะเข้ามาแทนที่งานก่อสร้างในแบบเดิมๆ เนื่องจากมีการก่อสร้างโรงงานหรือการจ้างโดยลงทุนเครื่องจักรเพื่อผลิตสินค้าในไทย ทำให้เกิดการแข่งขันในตลาดและการที่มีผู้เล่นหลายรายส่งผลให้ราคาของระบบเหล่านี้ถูกลงทำให้ผู้บริโภคคนไทยจับต้องได้มากขึ้น
อย่างไรก็ดี เห็นว่าในอีก 5 ปีจากนี้เทรนด์การก่อสร้างจะเปลี่ยนไป จะมีการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมแทนที่การก่อสร้างแบบเดิมๆ ส่วนหนึ่งก็เพื่อลดปัญหาด้านแรงงาน การลดต้นทุน และความเสี่ยง ทั้งนี้หากเจ้าของนวัตกรรม อย่างเช่น บริษัทในประเทศญี่ปุ่นสามารถร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ในไทยได้ ก็จะทำให้ตลาดนวัตกรรมขยายเร็วขึ้น เพราะปัจจุบันรัฐบาลส่งเสริมการลงทุนด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีอยู่แล้วขณะเดียวกันไทยพร้อมเป็นฐานการผลิตที่สำคัญในภูมิภาคอาเซียน ที่สำคัญยังมีมาตรการด้านภาษีทำให้ส่งออกสินค้าในต้นทุนที่ถูกกว่าการนำเข้าทั้งระบบ จากปัจจัยดังกล่าวจะทำให้การแข่งขันตลาดรับสร้างบ้านจากนี้ไป จะไม่ใช่การแข่งสงครามราคา แต่จะเป็นการแข่งขันด้านดีไซน์ คุณภาพ และนวัตกรรมแทน







