
นิสสัน จู๊ค โดดเด่น...เกินห้ามใจ!!!
....พิสันต์ อิทธิวัฒนกุล
ในบรรดารถยนต์ทดสอบที่การทดสอบในระยะหลังๆ ถ้าจะจัดอันดับความแปลกตาที่เรียกให้คนบนท้องถนนหันขวับนั้นมีอยู่ไม่กี่คัน แต่เชื่อว่า
“นิสสัน จู๊ค” คันนี้ น่าจะเบียดขึ้นมาอยู่อันดับต้นๆ ของตารางได้ไม่ยากเย็นอะไรด้วยหน้าตาของรถที่ทีมออกแบบของเอ็นดีอี (นิสสัน ดีไซน์ ยุโรป) ช่วยกันพัฒนาขึ้นมาบนตัวถังบีแพลตฟอร์ม แต่มาในรูปทรงของซับคอมแพกต์เอสยูวี ที่ในตลาดต่างประเทศจะมีขายทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 4 ล้อ ทำให้รถคันนี้ดูแปลกตาแบบน่าสนใจ
แต่รุ่นที่ ทีเอสแอล ออโต้ คอร์ปอเรชั่น นำเข้ามาจำหน่ายและจัดคิวมาให้ทดสอบ เป็นรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ที่ต้องบอกว่าถ้ามีเงินเหลือๆ คงมีโอกาสได้เป็นเจ้าของกันสักตั้ง
ตัวรถหน้าตาแปลกประหลาด เหมาะกับผู้ที่ต้องการความโดดเด่นบนท้องถนน เรียกว่าขับไปทางไหนก็มีคนทักถามถึงว่ารถอะไร ของใคร มาจากไหน ด้วยรูปทรงของรถที่เหมาะกับการใช้งานในถนนที่การจราจรแสนจะวุ่นวาย หน้าสั้น ท้ายตัด เพิ่มส่วนสูงของรถให้ลุยผ่านไปบนพื้นถนนแย่ๆ หรือเอาไปลุยน้ำท่วมเล็กๆ ก็ไม่ผิดอะไร
ดูจากภายนอกจะรู้สึกว่าทัศนวิสัยของรถน่าจะมีปัญหา แต่เมื่อปรับเบาะที่นั่งดีๆ ก็จะเห็นว่ามีปัญหาแค่กระจกหลังที่ดูเล็กไปสักเล็กน้อย มุมมองด้านหน้าเปิดกว้างมาก ตำแหน่งก้าวขึ้นรถไม่ลำบากอะไร แม้แต่กับผู้ใหญ่ที่อาจจะมีปัญหาในการก้าวขึ้นรถสูงๆ บานประตูหลังซ่อนที่เปิดไว้อย่างแนบเนียน จนอาจจะทำให้ผู้โดยสารที่จะก้าวขึ้นที่นั่งด้านหลังหาที่เปิดประตูไม่เจอได้
ชุดโคมไฟหน้าดวงใหญ่แยกจากชุดไฟหรี่และไฟเลี้ยว ทำให้ด้านหน้าของรถดูแปลกตา หลายๆ คนที่คุยกับผมบอกว่าหน้าเหมือนกบกำลังยิ้มแป้น ขณะที่ด้านท้ายรถมาพร้อมกับชุดไฟรูปบูเมอแรง ที่เห็นใช้กันบ่อยๆ ในรถซูเปอร์คาร์ของค่าย
ตัวรถหากมองในมุมกว้างจะเห็นว่าเสาซีและเสาเอ ถูกออกแบบให้เอนเข้าหากัน ทำให้ที่นั่งตอนหลังของรถดูมีพื้นที่ของศีรษะน้อยไปสักนิด รวมถึงที่เก็บของก็โดนบีบลงมาเล็กน้อยเช่นกัน ขณะที่มีการเล่นลายด้วยเส้นสายเรียบๆ รอบคัน เพื่อให้ตัวรถดูไม่นิ่งจนน่าเบื่อเกินไปนัก พร้อมด้วยล้อแม็กขนาด 17 นิ้ว และยางซีรีส์ 55 เพื่อให้ดูบึกบึนและใช้งานได้ดี
เครื่องยนต์เอชอาร์ 15 ดีอี ขนาด 1.5 ลิตร ที่คุ้นเคยกันดีในรถหลายๆ รุ่น โดยปรับจูนเล็กน้อยเพื่อให้ได้กำลังสูงสุด 114 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ใช้เกียร์อัตโนมัติซีวีที ที่นิสสันคุยว่าดีที่สุดแล้วในยุคนี้
ฟังสเปกแล้วอย่าเพิ่งร้องยี้กันไป เพราะในการขับขี่จริง จู๊คมีโหมดการขับขี่ให้เล่นถึง 3 โหมด ทั้งโหมดอีโค เพื่อการประหยัดน้ำมัน โหมดนอร์มอล เพื่อใช้ในการขับขี่ปกติ และโหมดสปอร์ต เพื่อเค้นกำลังออกมาอย่างเต็มที่
แต่กว่าจะหาปุ่มปรับโหมดการขับขี่เจอก็เล่นเอาเหงื่อตก เพราะอย่างที่บอกว่า ลูกเล่นรถคันนี้เหลือหลาย ด้วยการใช้หน้าจอดิจิตอลเล็กๆ เป็นตัวคุมโหมดขับขี่ซ้อนกันอยู่กับโหมดเครื่องปรับอากาศ การกดปุ่มเพื่อสลับ 2 โหมดนี้ จะทำให้หน้าจอการควบคุมเปลี่ยนไปทั้งหมด ซึ่งกว่าผมจะหาปุ่มนี้เจอก็ใช้เวลาไปประมาณครึ่งวัน ที่ต้องทนขับโหมดอีโค
ในโหมดอีโค ก็อีโคสมชื่อครับ ออกตัวช้า ไปเรื่อยๆ เร่งแซงแต่ละทีก็ได้แต่ถอดใจ ดีขึ้นมานิดนึงในโหมดนอร์มอล ที่พอจะขับขี่ได้อย่างไหลลื่นที่ความเร็วระดับปานกลาง แต่เมื่อเปลี่ยนไปเป็นโหมดสปอร์ต แล้วลองกดคันเร่ง อาจจะต้องถามตัวเองว่ามันใช่รถคันเดียวกับที่ขับในโหมดอีโคเมื่อสักครู่หรือไม่ และเมื่อเห็นการขยับของมาตรวัดน้ำมัน สมองก็สั่งให้ถอนคันเร่ง พร้อมกดปรับสู่โหมดนอร์มอลโดยอัตโนมัติ
นอกจากจะรองรับผู้โดยสาร 5 คน ได้สบายๆ แล้ว จู๊คมาพร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังความจุ 251 ลิตร และสามารถพับเบาะหลังเพื่อเพิ่มพื้นที่การบรรทุกได้ ด้านความสะดวกสบายในการขับขี่นั้น อาจจะดูกระด้างไปบ้างเล็กน้อย แถมเสียงยางอาจจะดังไปสักหน่อย แต่แก้ได้ด้วยการหาเพลงดีๆ มาเปิดระหว่างการขับขี่
1.99 ล้านบาท คือ สิ่งที่ทำให้ไม่สามารถตัดสินใจนำรถคันนี้มาจอดไว้ในโรงรถได้ครับ เนื่องจากเป็นรถยนต์นำเข้าทั้งคัน เจอภาษีเข้าไปก็เลยทำให้ราคาสูงไปหน่อย แต่ถ้าใครต้องการความโดดเด่นบนท้องถนน รถคันนี้ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอนครับ!!!







