posttoday
เลือกมากเกินไปก็ไม่ดี

เลือกมากเกินไปก็ไม่ดี

24 กรกฎาคม 2561

เมื่ออาการ “กลัวเจอโอกาสที่ดีกว่า” (FOBO) ถ่วงการตัดสินใจลงทุน เคยไหม? มีเวลาว่างอยากดูหนัง แต่ไม่รู้จะดูเรื่องไหนดี

โดย...นันท์ชญาน์ ชมภูทีป

เมื่ออาการ “กลัวเจอโอกาสที่ดีกว่า” (FOBO) ถ่วงการตัดสินใจลงทุน เคยไหม? มีเวลาว่างอยากดูหนัง แต่ไม่รู้จะดูเรื่องไหนดี

บางทีอยากซื้อของสักชิ้น แต่ก็ไม่กล้าซื้อตอนนี้เพราะกลัวจะเจอของอื่นๆ ที่ดีกว่า ในเรื่องของการลงทุน หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับคำแนะนำที่ว่าเราควรทำการบ้าน หาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ ยิ่งศึกษาก่อนลงทุนมากเท่าไร ก็ยิ่งลดความเสี่ยงลงเท่านั้น

เคยไหม ที่ว่ายิ่งหาข้อมูล ก็ยิ่งไม่กล้าตัดสินใจ ไม่กล้าทำอะไรสักอย่างเคยไหม ที่ถึงแม้หาข้อมูลมาก็เยอะแต่ก็ยังคิดว่า “มันต้องมีตัวเลือกที่ดีกว่านี้น่า” แล้วเคยไหม ที่สุดท้ายแล้วก็ได้แต่เสียดาย ว่า รู้งี้ ถ้าตัดสินใจเร็วหน่อย ก็คงจะดีนะ

ถ้าใครเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ แสดงว่ากำลังเจออาการ FOBO หรือเรียกว่า Fear of Better Opportunities แปลเป็นไทยก็คืออาการ “กลัวเจอโอกาสที่ดีกว่า” นั่นเอง วันนี้ FINNOMENA ขอนำปรากฏการณ์ทางจิตใจนี้มาตีแผ่กัน

FOBO คืออะไร แล้วเกิดขึ้นได้อย่างไร

เห็นชื่อ FOBO แล้วหลายคนอาจจะนึกถึงอาการกลัวยอดนิยมอย่าง FOMO (Fear of Missing Out) หรือก็คืออาการกลัวตามไม่ทันชาวบ้าน กลัวว่าจะตกรถ

ถ้า FOMO ทำให้ผลีผลามรีบตัดสินใจเร็วเกินไป FOBO ก็จะส่งผลในทางตรงกันข้าม เพราะมันจะถ่วงเวลาการตัดสินใจช้าลงไปอีก หนักสุดคือทำให้ไม่ตัดสินใจทำอะไรเลย

ในชีวิตประจำวัน หลายคนน่าจะเจออาการนี้โดยไม่รู้ตัว เช่น เวลาที่ว่างแล้วอยากจะทำอะไรสักอย่าง มีตัวเลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการดูภาพยนตร์ อ่านหนังสือ ฟังเพลง ฯลฯ บางคนอาจจะใช้เวลาตัดสินใจนานมากกว่าจะเลือกกิจกรรมได้ และถึงแม้ว่าเราจะสามารถเลือกการ “ดูภาพยนตร์” ได้แล้ว ยังต้องมาเลือกอีกทีว่าจะดูเรื่องไหน ดูจากไหน เรื่องไหนจะสนุกสุด? ดูที่ไหนจะคุ้มสุด? ยิ่งเดี๋ยวนี้มีบริการดูภาพยนตร์ให้เลือกมากมาย จะดูอยู่บ้านหรือจะไปโรงหนังก็ได้ ยิ่งทำให้เราตัดสินใจช้าลงไปอีก จนสุดท้ายเราอาจจะล้มเลิกการดูภาพยนตร์ไปเลยเพราะ “ไม่รู้จะดูอะไรดี ตัวเลือกเยอะเกิน กลัวว่าถ้าเลือกดูเรื่องใดเรื่องหนึ่งไปแล้วไม่สนุก จะไม่คุ้ม”

การลงทุน นักลงทุน (โดยเฉพาะหน้าใหม่) อาจเผชิญสถานการณ์ที่ว่า “ไม่รู้จะลงตัวไหนดี/กองไหนดี/ซื้อหรือขายช่วงไหนดี” ทำให้ต้องหาข้อมูลรอบด้านเพื่อประกอบการตัดสินใจ และถึงแม้ว่าจะเจอตัวเลือกที่ดูน่าสนใจแล้ว แต่บางทีจิตใต้สำนึกก็ร้องเตือนขึ้นมาว่า “อย่าเพิ่ง! ลองหาข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติมก่อน เผื่อเจอตัวเลือกที่ดีกว่านี้”บางคนเจอสัญญาณนี้ร้องเตือนอยู่เรื่อยๆ จนสุดท้ายก็ไม่ได้ลงทุนอะไรเลย ปล่อยเงินทิ้งไว้ตามเดิมนั่นแหละ หรือบางทีก็ตัดสินใจช้า จนสายเกินไปก็มี

FOBO เกิดขึ้นเพราะมนุษย์ต้องการความพอใจที่สูงที่สุด ซึ่งเหตุผลนี้ก็ตรงกับทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์จุลภาค ที่ว่าด้วยการเพิ่มอรรถประโยชน์ให้สูงที่สุด แต่ในความเป็นจริงเราไม่มีทางรู้เลยว่าเราจะ “แฮปปี้” ที่สุดเมื่อไร เราจึงค้นหาทางเลือกต่อไปเรื่อยๆ ด้วยความหวังว่าเราจะเจอทางเลือกที่ดีที่สุดจริงๆ

แต่ทางเลือกที่ดีที่สุดมีอยู่จริงหรือ

ความจริงก็คือไม่มีทางเจอตัวเลือกที่ดีที่สุดได้เลย หากเราไม่ถามตัวเองให้แน่ชัดเสียก่อนว่าแท้จริงแล้วเราต้องการอะไร เท่านั้นไม่พอนะ เราต้องรู้ให้ชัดเจนว่าเราจะพอใจเมื่อไร

วิธีแก้อาการ FOBO - หาจุดพอใจที่รับได้

สิ่งที่ต้องกำหนดคือเกณฑ์ความพอใจขั้นต่ำที่รับได้ และต้องเป็นเกณฑ์ที่รู้ก่อนจะใช้เวลาไปกับมันด้วยนะ ใครที่ยังงงๆ ว่าเกณฑ์นี้คืออะไร ขอยกตัวอย่างง่ายๆ เป็นภาพยนตร์เรื่องหนึ่งก่อน เราไม่มีทางรู้หรอกว่ามันจะสนุกหรือเปล่า สิ่งที่พอจะหาข้อมูลได้คือประเภทภาพยนตร์ ตัวอย่างภาพยนตร์ หรือรีวิวจากผู้ชมคนอื่นๆ ดังนั้น สิ่งที่พอจะทำได้เพื่อย่นระยะเวลาการตัดสินใจคือ การกำหนดว่า “อยากดูหนังผี เห็นตัวอย่างหนังแล้วต้องรู้สึกตื่นเต้น และต้องได้คะแนนจากเว็บวิจารณ์หนังมากว่า 7 ขึ้นไป ถ้าได้ตามนี้สักเรื่องก็พอใจแล้ว”

เมื่อได้เกณฑ์ตามนี้ ขอบเขตการค้นหาของก็จะแคบลง เวลาที่ใช้ค้นหาก็จะสั้นลง และมีแนวโน้มที่จะพอใจกับตัวเลือกมากขึ้นด้วย

สำหรับการลงทุนที่มีตัวเลือกอยู่มากมาย แถมปัจจัยที่ต้องคำนึงก็มีหลากหลาย จึงควรตั้งเกณฑ์ที่ต้องการ อย่างเช่น หากเราต้องการหุ้นพื้นฐานดี เราก็อาจจะเริ่มต้นด้วยการตั้งเกณฑ์โดยใช้ค่าราคาต่อกำไร (พี/อี) ราคาต่อมูลค่าบัญชี (พี/บีวี) อัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) และหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) หรืออัตราการเติบโตของกำไรเป็นที่ตั้ง ลองทำการบ้านสำรวจตัวเองดูว่าต้องการผลตอบแทนระดับไหน ถูกแพงแค่ไหน แล้วรับความเสี่ยงได้แค่ไหน

นอกจากพื้นฐานแล้ว ใครที่ถนัดดูสัญญาณเทคนิคก็สามารถนำมาเป็นเกณฑ์การคัดเลือกสินทรัพย์ได้เช่นกัน 

หวังว่าการรู้จักอาการ FOBO จะช่วยให้รู้ทันอาการลังเลใจจนไม่กล้าทำอะไรมากขึ้น และช่วยเตือนสติให้เราไม่ลืมที่จะกลับมาทบทวนตัวเองว่าสิ่งที่เราต้องการคืออะไร จุดสำคัญคือ เราควรมีแผนการลงทุนที่ชัดเจน มีเกณฑ์การตัดสินใจที่สมเหตุสมผลบนฐานความรู้ ก็จะช่วยให้ตัดสินใจได้รวดเร็ว ลดอาการกังวลใจได้ระดับหนึ่ง

เพราะอย่าลืม...การลงทุนไม่ได้มีแค่เรื่องที่ว่า “จะทำอย่างไรให้ได้กำไร” อย่างเดียว แต่มีเรื่องที่ว่า “จะลงทุนอย่างไรให้ตัวเองรู้สึกสบายใจ และมีความสุข” ด้วยเช่นกัน ขอให้โชคดีกับการลงทุนทุกท่านค่ะ

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน