posttoday
‘หลังจากนั้นความรักและความตายกลายเป็นสิ่งสามัญ’

‘หลังจากนั้นความรักและความตายกลายเป็นสิ่งสามัญ’

15 กรกฎาคม 2561

นักเขียนไฟแรงและทำงานอย่างต่อเนื่องหนักแน่น เมื่อปีที่แล้ว เขาออกรวมเรื่องสั้น “ร้านหนังสือแมวฮกเกี้ยน”

โดย  พริบพันดาว

นักเขียนไฟแรงและทำงานอย่างต่อเนื่องหนักแน่น เมื่อปีที่แล้ว เขาออกรวมเรื่องสั้น “ร้านหนังสือแมวฮกเกี้ยน” ออกมา และก็ไม่ทิ้งระยะมากนัก ปีนี้เขามีนวนิยายเล่มใหม่ที่มีชื่อยาวเหยียดว่า “หลังจากนั้นความรักและความตายกลายเป็นสิ่งสามัญ”

นฤพนธ์ สุดสวาท เป็นนักเขียนที่น่าจับตามองในเรื่องความถี่และคุณภาพของการทำงานที่มุ่งมั่นอย่างเจนจัด ในการนำเสนอศิลปะการเล่าเรื่องในแบบของเขาออกมา นฤพนธ์ เล่าถึงแรงบันดาลใจของการเขียนนวนิยายเรื่องนี้ออกมาว่า

“เริ่มจากตอนที่ผมเข้าไปอยู่ใน อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี เรืองกิตติ์ รักกาญจนันท์ หนึ่งในบรรณาธิการสำนักพิมพ์ผจญภัยไปทำเกสต์เฮาส์และร้านกาแฟ ผมเข้าไปเฝ้าและช่วยงาน เป็นช่วงเวลานี้ที่ได้สัมผัสชีวิตคนในนั้น ทั้งบรรยากาศเมือง ผู้คน เรื่องราวอันคาบเกี่ยวสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์กระแสหลัก ภูมิรัฐศาสตร์ ทุกสิ่งล้วนน่าตื่นตา

ผมชอบเรื่องราวด้านนี้อยู่แล้ว พอมีโอกาสใช้ชีวิตที่นั่น ผมว่าผมควรเล่าเรื่องของคนในนั้น ทำหน้าที่ขับส่งความจริงบางอย่าง ทว่าสิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับเลยในเมืองนี้ มีคนจำนวนหนึ่งเข้าไม่ถึงสิทธิความเป็นพลเมือง รัฐอย่าปฏิเสธเลยว่าทุกคนมีเสรีภาพ และสิทธิในการใช้ชีวิต มันไม่จริง มันมีข้อแม้มากมาย และคนกลุ่มหนึ่งไปสังขละบุรีนี่แหละที่เข้าไม่ถึงสิ่งที่พลเมืองควรมีควรเป็น

รัฐจะมาบอกว่าสถานะทางสัญชาติพวกคุณไม่ชัดเจน พูดแบบอาจถูกต้องในแง่กฎหมาย แต่เราจะอยู่กันโดยทิ้งหลักมนุษยธรรมไว้เบื้องหลังไม่ได้ ผมพบกับตัวเองในหลายกรณีในพื้นที่นั้น มีรายละเอียดที่คนของรัฐปฏิบัติไม่ถูกต้องหรืออย่างไม่เต็มที่กับคนกลุ่มหนึ่งตามตะเข็บชายแดน ผมจึงกล้าบอกว่ารัฐล้มเหลวมากในการปกครองพื้นที่เหลื่อมซ้อนแบบนี้”

สำหรับกระบวนการทำงานของนวนิยายเล่มนี้ รวมถึงเนื้อสารที่ต้องการสื่อออกมาสู่ผู้อ่าน นฤพนธ์ ขยายความว่าใช้เวลาอยู่หนึ่งเดือน เพื่อนำเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งของตัวเองมาดัดแปลง

“ทำไมต้องดัดแปลง คือในเรื่องสั้นเรื่องนั้นมันยังมีบางอย่างที่ผมสลัดไม่หลุด ยังมีตกค้างอยู่ และบังเอิญมันสัมพันธ์กับชุดข้อมูลที่ผมอยากเล่าเรื่องในพื้นที่สังขละบุรี หลังจากนั้นผมก็ใช้ชีวิต ทำงานชิ้นอื่น ตลอดเวลาราวสองปีแก้เกลาตัดเพิ่มรื้อสี่ห้ารอบ

แต่พอถึงจุดหนึ่งหยุดเลย บอกตัวเองพอแล้ว มันอิ่มตัวของมัน เหนื่อยด้วย ต้องเข้าใจว่านี่คือนิยายเล่มแรก ผมไม่เก่งนักในการเขียนอะไรยาวๆ ยากมาก ได้เพื่อนได้พี่ช่วยตบช่วยชี้ มีบรรณาธิการที่เก่ง ผมโชคดี และได้ลองเต็มที่แล้ว... ถามว่าต้องการสื่อสิ่งใดถึงคนอ่าน ผมว่ามันชัดเจนนะ ชุดตัวละครสร้างขึ้นมาเพื่อบอกกล่าวบางสิ่งที่พวกเขาอึดอัด

‘หลังจากนั้นความรักและความตายกลายเป็นสิ่งสามัญ’

เรื่องนี้ออกมาทางเพื่อชีวิตนิดๆ ด้วยซ้ำ กลไกของเรื่องเล่าสไตล์เพื่อชีวิตมันก็หวังเป็นปากเสียงสะท้อนจากคนตัวเล็กๆ ผมรู้ว่าน่าเบื่อ แต่นี่ไง เป็นเรื่องที่ศิลปินต้องหาวิธีทำไม่ให้น่าเบื่อ และในฐานะนักเขียนผมก็เล่าในแบบของผม”

ในแถบถิ่นที่สายน้ำสามสายมาสบกันอย่าง คลิตี้ ซองกาเลีย และรันตี ที่นั่นมีสะพาน มีวัด มีผู้คนหลากหลาย มีคนป่วยด้วยโลกประหลาดๆ จะคล้ายว่ามีเรื่องราวอันหลบหลีก เหลื่อมซ้อน อยู่บนพื้นที่ที่ตัวละครอันต่างก็มีเรื่องเล่าเป็นของตัวเอง และมีบาดแผลกันมาคนละแผลสองแผล

จอน-ชายหนุ่มเจ้าของร้านกาแฟผู้สูญเสียพี่สาวและปู่ไปกับทะเลที่ระนอง แก้วใจ-อดีตครูที่ผันตัวเองมาเป็นร่างทรงปากแดง หมอสุเจน-ผู้รู้ทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องของตัวเอง ฮะหน้อง-นักเรียนสาวชั้นมัธยมชาวมอญ ผู้มีวูบรักแรกกับหนุ่มสโลว์ไลฟ์จากเมืองใหญ่ นักตรวจลิขสิทธิ์-ผู้มีสายตาเห็นทุกสรรสิ่งเป็นสิ่งแปลกปลอม ไม่มีอะไรเป็นของจริง และเขา กวีหนุ่ม ผู้โผล่หน้าเข้ามาในร้านกาแฟเพียงแค่ได้ฝากกวีไว้บทหนึ่งแล้วจากไปอย่างเงียบๆ…

คล้ายว่าเรื่องราวทั้งหมดจบลงแล้ว ไม่หรอก ความรักและความตายของตัวละครในพื้นที่ลิบหลืบห่างไกลแห่งนั้นยังไม่จบลงเพียงเท่านี้หรอก มันเพิ่งเริ่มต้น… ความคาดหวังต่อนวนิยายเรื่องแรกของตัวเองที่สามารถออกเป็นหนังสือไปสู่คนอ่าน นฤพนธ์ บอกอย่างชัดถ้อยชัดคำถึงจุดนี้

“คาดหวังอะไร เหมือนตอบง่าย คืออันดับแรกก็คงหวังว่าจะมีคนอ่านมากๆ ต่อมาคือสารที่ส่งออกไปซึ่งมันไม่ซับซ้อนเลยเรื่องนี้ ผมก็หวังว่าคนอ่านจะสัมผัสได้บ้าง มันมีความเจ็บปวดมากมายในฐานะพลเมืองชั้นสอง ในประเทศที่เราเชื่อว่าร่มเย็นเป็นสุข แต่ผมเข้าใจว่านี่คือโลก ตารางเมตรในฮ่องกงขนาดต่างจากกรุงเทพฯ ตารางเมตรในเมืองก็ต่างจากในสังขละบุรี

ความเป็นโลกมันจะร้องหาความเท่าเทียมในทุกด้านคงไม่ได้ ผมโชคดีที่มีโอกาสเดินทางเยอะ พยายามรับใช้ความรู้สึกตัวเองถ่ายทอดในสิ่งที่เราเห็น อย่างที่ผมพูดบ่อยๆ หน้าที่ผมเพียงถ่ายเทเนื้อสารจากที่หนึ่งสู่ผู้อ่าน เป็นไปได้มากกว่าครึ่งหนึ่งอาจไม่ชอบ ด้วยสไตล์ ด้วยพื้นที่ตะเข็บชายแดนซึ่งมันไม่คูล ด้วยโจทย์ที่ตั้งขึ้นดูไม่ทันสมัยมากนัก ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร ไม่ใช่หน้าที่นักเขียนจะไปอธิบาย ผมก็แค่เขียนออกมา” 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน