
เจ้าของแบรนด์รายย่อยฮิต ดันธุรกิจวัตถุดิบความงามโต
เคมีโก้ อินเตอร์ฯ ทุ่ม 350 ล้าน ผุดศูนย์วิจัยแห่งใหม่เพิ่มรับทิศทางตลาดโต
เคมีโก้ อินเตอร์ฯ ทุ่ม 350 ล้าน ผุดศูนย์วิจัยแห่งใหม่เพิ่มรับทิศทางตลาดโต
นายประสพ พลากรกิตติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เคมีโก้ อินเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายวัตถุดิบในอุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม เปิดเผยว่า ปี 2561 บริษัทตั้งเป้าเติบโตขึ้น 10-15% จากปีก่อนที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 2,200 ล้านบาท โดยปัจจัยหลักในการเติบโตมาจากเทรนด์ความต้องการเป็นเจ้าของแบรนด์เครื่องสำอางรายย่อยได้รับความนิยมสูง ส่งผลให้ความต้องการวัตถุดิบในการผลิตสูงขึ้นตามต่อเนื่องมายังรายได้ของบริษัท
“บริษัทมีจุดแข็งในการให้คำปรึกษาการเริ่มต้นธุรกิจ การให้ความรู้ การร่วมกันพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ รวมถึงการแนะนำผู้รับจ้างผลิต ซึ่งในปีนี้บริษัทยังมุ่งเน้นในการทำการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งอี-คอมเมิร์ซ และโซเชียลมีเดีย เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าในกลุ่มขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” นายประสพ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมายอมรับว่าประเด็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางไม่ได้มาตรฐานตามที่เป็นข่าวดังในช่วงที่ผ่านมามีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจเล็กน้อย จากความเข้มงวดในการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งบริษัทเชื่อว่าจะเริ่มคลี่คลายโดยเร็วและได้มีการให้ความรู้ความเข้าใจต่อผู้ประกอบการรายใหม่อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ตลาดต่างประเทศถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่เป็นส่วนในการเติบโตของบริษัท ภายหลังบริษัทได้มีการขยายสาขาไปยังต่างประเทศซึ่งปัจจุบันมี 8 ประเทศ ด้วยกันได้แก่ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมาอินเดีย รัสเซีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ระหว่างในประเทศและต่างประเทศอยู่ที่ 50% เท่ากันและเตรียมขยายตลาดเพิ่มไปยังแถบทวีปแอฟริกา
ขณะที่ปัจจุบันลูกค้าของบริษัทในการให้คำปรึกษาและร่วมกันพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์นั้นมีราว 1,000 บริษัทในประเทศไทย แบ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมและบริษัทขนาดใหญ่ราว 50 ราย และส่วนที่เหลือเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและรายย่อย ซึ่งมีอัตราเพิ่มขึ้นราว 15% ทุกปี
ทั้งนี้ ตลาดวัตถุดิบในอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามมีอัตราเติบโตเฉลี่ยราว 10% ต่อปี โดยปีที่ผ่านมามีมูลค่าตลาดอยู่ที่ราว 6 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 30% ของมูลค่าตลาดเครื่องสำอางและความงามในประเทศไทยที่เฉลี่ยอยู่ที่ 2 แสนล้านบาท
พร้อมกันนี้ล่าสุด บริษัทได้ใช้เงินลงทุนมูลค่า 350 ล้านบาท ในการก่อตั้งศูนย์สุขภาพและความงามสากล เพื่อรองรับการเติบโตด้านการให้คำปรึกษาด้านพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงการคิดค้นสูตรผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งในกลุ่มเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์อาหารและเสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในครัวเรือน และเครื่องมือเกี่ยวกับสุขภาพและความงาม พร้อมการเพิ่มจำนวนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาดอีกด้วย







