posttoday
ปรับพอร์ตตราสารหนี้ รับดอกเบี้ยขาขึ้น

ปรับพอร์ตตราสารหนี้ รับดอกเบี้ยขาขึ้น

09 กรกฎาคม 2561

อัตราดอกเบี้ยเริ่มเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นอีกครั้ง หลังจากธนาคารกลางสหรัฐปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

โดย...วารุณี อินวันนา

อัตราดอกเบี้ยเริ่มเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นอีกครั้ง หลังจากธนาคารกลางสหรัฐปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทำให้ดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี ขึ้นมาใกล้ 3% สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรไทยในระยะเวลาเดียวกัน ในภาวะเช่นนี้ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนแนะนำให้ปรับพอร์ตลงทุนตราสารหนี้ลดการขาดทุน

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งสัญญาณว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอนาคตจากดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบัน 1.5% 

อัตราดอกเบี้ยขาขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อการลงทุนในพันธบัตร ตราสารหนี้ หรือหุ้นกู้ระยะยาวที่กำหนดดอกเบี้ยจ่ายให้นักลงทุนคงที่ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนเตือนนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสม่ำเสมอ ให้เตรียมปรับพอร์ตลงทุนในตราสารหนี้ เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นด้วยการ

- ลดการลงทุนพันธบัตรและหุ้นกู้ระยะยาวมาลงทุนระยะสั้นลง

- เลือกหุ้นกู้รายตัว ในบางอุตสาหกรรมที่จะได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น

- ลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ เพราะมีผู้จัดการกองทุนเตรียมบริหารจัดการให้ทันกับสถานการณ์ตลอดเวลา

- ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้อาเซียน สำหรับผู้ที่สามารถลงทุนระยะยาวได้ ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

- ลงทุนในทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (รีท) กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานสำหรับผู้ที่ชอบเงินปันผลสม่ำเสมอ

ดอกเบี้ยขึ้นกับผลตอบแทนพันธบัตร/หุ้นกู้

เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นจะทำให้มูลค่าของหุ้นกู้ลดลง

ยกตัวอย่าง วันนี้อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋วที่สัญญาว่าจะจ่ายปีละ 3% ต่อปี ปีละ 2 ครั้ง ต่อมาอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเป็น 4% หมายความว่าตราสารหนี้รุ่นใหม่ที่จะออกขายจะให้ผลตอบแทน 4% ทำให้ตราสารหนี้รุ่นเก่าที่จ่าย 3% ต่อปี ไม่น่าสนใจแล้ว

หากนักลงทุนจะขายรุ่นเก่าออกมาเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินไปซื้อพันธบัตรรุ่นใหม่ที่ให้ผลตอบแทน 4% จะต้องลดราคาพันธบัตรให้ต่ำกว่าราคาพาร์ เพื่อดันให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับตลาดในช่วงนั้นที่ 4% เพื่อดึงดูดให้คนเข้ามาซื้อ แต่ถ้าอายุพันธบัตรเหลือเพียงไม่กี่วันจะครบกำหนด ถือไว้ดีกว่าจะได้ไม่ต้องขายขาดทุน

จึงทำให้ราคาพันธบัตร/หุ้นกู้สวนทางกับอัตราดอกเบี้ย

หุ้นกู้รายตัว : ลงทุนอย่างไรไม่เสี่ยง

วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคทีบี กล่าวว่าการลงทุนในหุ้นกู้โดยตรง หรือซื้อหุ้นกู้จากผู้ออกโดยตรง คือการปล่อยกู้รูปแบบหนึ่งที่นักลงทุนต้องคำนึงถึงปัจจัยดังนี้

ปัจจัยแรก ต้องเข้าใจธุรกิจ

ปัจจัยที่สอง ลักษณะของกระแสเงินสด ต้องมั่นใจว่ามีเงินสดเพียงพอในการมาชำระดอกเบี้ยตามที่สัญญาไว้

ปัจจัยที่สาม เข้าใจงบการเงินของบริษัทที่ออกหุ้นกู้เป็นพื้นฐานเบื้องต้นในการลงทุนในตลาดทุนและตลาดเงิน 

“ธนาคารพาณิชย์ที่เก่งยังปล่อยสินเชื่อผิดพลาด ทำให้เกิดสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) การลงทุนในหุ้นกู้เป็นการปล่อยกู้ หากเข้าใจหลักการ 3 อย่างข้างต้น โอกาสผิดพลาดก็น้อย อย่าเชื่อมาร์เก็ตติ้งที่มาเสนอขายหุ้นกู้เพียงเพราะมีความน่าเชื่อถือ” วิน กล่าว

วิน กล่าวว่า สำหรับตลาดหุ้นกู้ในไทยมีความเฉพาะเจาะจงมาก โดยกลุ่มที่ออกหุ้นกู้ระยะสั้นมากคือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และกลุ่มธุรกิจการเงินที่มีความสม่ำเสมอในการออกมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ในกลุ่มอื่นซึ่งจะต้องพิจารณาเป็นรายบริษัท หากเข้าใจ3 หลักการข้างต้นจะทำให้สามารถหาหุ้นกู้ที่ดีได้

การลงทุนหุ้นกู้โดยตรงมีข้อดีที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนในรูปของอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดราคาหน้าตั๋วของหุ้นกู้สูงกว่าการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ แต่ควรจะมีในพอร์ตประมาณ 30-40% ของเงินลงทุนทั้งหมด เพราะมีข้อเสีย คือ

1.เกิดการกระจุกตัว เช่น ถ้ามีเงิน 30-40 ล้านบาท หุ้นกู้กำหนดขายขั้นต่ำ 10 ล้านบาท หากถือ 30-40% จะได้หุ้นกู้เพียง 4 ตัว การกระจายการลงทุนควรจะถือหุ้นกู้ 10-20 ตัวขึ้นไป

2.ขาดสภาพคล่องในการซื้อขาย เพราะโอกาสที่จะนำไปขายในตลาดรองแทบจะเป็นไปไม่ได้  แม้จะมีสถาบันการเงินบางที่รับซื้อคืน แต่เล็กมากเมื่อเทียบกับนักลงทุนสถาบันที่ขายออกมา เมื่อขายจะถูกกดราคาเสนอซื้อ ทำให้ได้เงินไม่เต็ม การจะได้เงินคืนครบทั้งก้อนก็ต่อเมื่อถือครบอายุ

การลงทุนในหุ้นกู้โดยตรงได้ผลตอบแทนสูง แต่แลกกับการขาดสภาพคล่องกับโอกาสการผิดนัดชำระหนี้ แต่ถ้าผู้ออกหุ้นกู้มีสินทรัพย์ค้ำประกัน หากผิดนัดชำระหนี้จะทำให้ผู้ลงทุนได้รับความเสียหายน้อยลง

กองทุนรวมตราสารหนี้

วศิน วณิชย์วรนันต์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย ให้ภาพว่า การถือพันธบัตร/หุ้นกู้ อายุยาวๆ เช่น 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.5% และในยุคที่อัตราดอกเบี้ยกำลังจะขึ้นไปอยู่ที่ 3% จะทำให้ราคาพันธบัตรลดลง นักลงทุนรายย่อยที่ลงทุนตรงในพันธบัตร/หุ้นกู้ส่วนใหญ่จะรู้เมื่อสายไปแล้ว

การลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้จึงเป็นทางเลือกที่จะทำให้ลดความเสี่ยงนี้ได้ เพราะมีข้อดีที่ผู้จัดการกองทุนจัดการปรับพอร์ตให้เรียบร้อยก่อนที่อัตราดอกเบี้ยจะมีการปรับขึ้น คือ ลดการถือครองพันธบัตรระยะยาวลงมาถือครองพันธบัตรระยะสั้น ทำให้ไม่มีผลต่อราคาหน่วยลงทุนที่ถืออยู่ และยังมีสภาพคล่องสามารถขายเมื่อไรก็ได้เมื่อต้องการเงิน

กองทุนตราสารหนี้จะจัดพอร์ตตามอายุของพันธบัตร/หุ้นกู้ที่ถือ อายุต่ำกว่า 3 เดือน จะซื้อขายได้ T+1 คือขายวันนี้ พรุ่งนี้ได้เงิน มีความคล่องตัวและความผันผวนต่ำ ผลตอบแทนก็ต่ำ แต่สูงกว่าผลตอบแทนจากเงินฝาก เหมาะกับกลุ่มที่วางแผนใช้เงินภายใน 1 ปี

อายุ 3-6 เดือน ซื้อขายได้เงิน T+1 ความผันผวนและผลตอบแทนจะสูงขึ้นอีกเล็กน้อย และพอร์ตระยะกลาง-ยาว จะมีความผันผวนสูงขึ้น ซื้อขายแล้วได้เงิน T+2 ผลตอบแทน 1.5-2% ต่อปี เหมาะกับการลงทุน 2 ปีขึ้นไป

วศิน ย้ำว่า ระยะเวลาการถือครองเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ถึงจุดมุ่งหมายได้ หากไม่ต้องการผลตอบแทนสูงมาก ซึ่งได้ให้ทีมบริหารความเสี่ยงทำข้อมูลสถิติผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปีถึงปัจจุบัน พบว่าการถือหุ้นกู้ 100% ถึงปัจจุบันไม่ขาดทุน แต่ก็ไม่ไปไหน ส่วนพอร์ตที่มีหุ้นอย่างเดียวมีการติดดอยและขาดทุน แต่พอร์ตที่ผสมตราสารหนี้และหุ้นในสัดส่วนที่เหมาะสมให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 7%

“หากลงทุน 3 ปีไม่ได้ ให้ไปผสมตราสารหนี้เยอะๆ และรับผลตอบแทนน้อยๆ” วศิน ย้ำ

กองทุนตราสารหนี้อาเซียน

วศิน อธิบายว่า ให้มองที่พันธบัตรของภาครัฐ ซึ่งมีความเสี่ยงผิดนัดชำระต่ำ เพราะเป็นของรัฐบาล พันธบัตรที่ถืออยู่ในมือสามารถนำไปชำระหนี้ได้ มีระยะเวลาการลงทุนโดยเฉลี่ยอยู่ประมาณ 7.5 ปี มีความผันผวนสูง ผลตอบแทนเฉลี่ย 3 ปี ย้อนหลังให้อยู่ที่ 2.8-2.9% และได้ปันผลออกมาด้วยปีละ 2 ครั้ง ข้อดี มีสภาพคล่องสูงสามารถแปลงเป็นเงินสดได้ง่าย เพราะสามารถซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้

ทั้งนี้ เหมาะกับคนที่เข้าใจตลาดตราสารหนี้พอสมควร เพราะระยะเวลา 7.5 ปี มีความผันผวนกว้าง ทำให้คนที่คาดการณ์ตลาดได้ หรือเข้าใจ Yield Curve สามารถเข้าไปซื้อขายเพื่อเก็งกำไรได้ เหมาะกับคนที่ถือลงทุนระยะยาวได้และไม่ต้องการมีความเสี่ยง

กองทุนอสังหาฯ-รีท

พีรพงศ์ จิระเสวีจินดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บัวหลวง กล่าวว่า การลงทุนในรีท กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน จากการเก็บสถิติผลตอบแทน ในช่วงอัตราดอกเบี้ยขึ้นพบว่า 3 ใน 5 ปี ชนะตลาดหุ้น และในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้กลุ่มนี้ให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 2%

ทั้งนี้ เพราะการเคลื่อนไหวของผลตอบแทนจากกลุ่มดังกล่าวไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกับการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น จึงเป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่ดีในช่วงอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุน ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอเฉลี่ย 4-7% โดยมั่นใจว่าปีนี้จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าปีที่ผ่านมา

“ผลตอบแทนของกลุ่มนี้อยู่ระดับกลางระหว่างหุ้นกับหุ้นกู้ คือได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 4-7% ต่อปี ขณะที่หุ้นจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 8-10% ส่วนหุ้นกู้ให้ผลตอบแทน 2-3% ต่อปี” พีรพงศ์ อธิบาย

พีรพงศ์ แนะนำวิธีการลงทุนว่า อันดับแรก ให้ดูที่อัตราผลตอบแทนของโครงการ (ไออาร์อาร์) ย้อนหลัง 1 ปี และดูมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (เอ็นเอวี) กับราคาในตลาดที่มีการซื้อขายมาประกอบกัน จากนั้นให้มาเจาะลึกว่าไออาร์อาร์เป็นอย่างไร ประมาณการรายได้ที่เข้ามาเป็นไปได้หรือไม่ และที่สำคัญที่สุดคือสภาพคล่องในการซื้อ/ขาย 

ยกตัวอย่าง กองรีทโดยภาพรวมให้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ประมาณ 5-6% มีความผันผวนน้อยกว่าการลงทุนในหุ้นโดยตรง ต้องดูว่ากองรีทลงทุนในสินทรัพย์ของอุตสาหกรรมใด คุณภาพของสินทรัพย์ สถานที่ตั้ง ใครเป็นผู้เช่าผู้จัดการสินทรัพย์ จัดการได้ดีแค่ไหน เช่น การปล่อยให้นักศึกษาเช่ากับการปล่อยให้ต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทยเช่า รายได้จากการปล่อยให้ผู้เช่ากลุ่มหลังจะดีกว่า

ข้อควรระวัง หากมีการสะดุดของค่าเช่าจะทำให้มีผลต่อรายได้ จึงต้องเน้นคุณภาพสินทรัพย์และแหล่งรายได้ของสินทรัพย์นั้นด้วย

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน