
ขู่รีดภาษีเก็งกำไรทุบเศรษฐกิจ
โพสต์ทูเดย์
— สศค. ศึกษามาตรการภาษี หักดิบเงินร้อนเก็งค่าบาทนายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.ได้มีการศึกษาภาษีเพื่อควบคุมการไหลเข้าออกของเงินทุนต่างประเทศ (Tobin Tax) แต่การจะนำมาใช้หรือไม่นั้น ขึ้นกับระดับนโยบายเป็นผู้ตัดสินใจ
เนื่องจากในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่า 10% มีผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยไปแล้วประมาณ 0.7% ซึ่งอาจทำให้จีดีพีในปีนี้เติบโตได้ไม่ถึง 7% ตามเป้าหมาย
สำหรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้น การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ไม่ว่าจะคงดอกเบี้ยหรือลดดอกเบี้ย คงจะช่วยชะลอเงินทุนไหลเข้าได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ที่สุดแล้วเงินทุนก็คงจะไหลเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มขึ้น เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยดี
นายนิวัฒน์ กาญจนภูมินทร์ กรรมการผู้จัดการสมาคมตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอที่ให้เรียกเก็บภาษี 3% กับเงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ เพราะจะส่งผลกระทบหนักกว่าการเก็บภาษี 15% จากผลตอบแทนพันธบัตรที่ออกไปก่อนหน้านี้ของกระทรวงการคลัง ถือเป็นการเพิ่มต้นทุนให้นักลงทุน เห็นว่าภาครัฐควรหามาตรการจูงใจให้นักลงทุนต่างชาติลงทุนในระยะยาวมากขึ้นจะดีกว่า
“
อยากให้มีแค่มาตรการที่ออกมาดูแลเฉพาะเงินทุนระยะสั้นจะดีกว่า เพราะนักลงทุนผู้มีถิ่นฐานในต่างประเทศ (นันเรสซิเดนต์) มักจะเข้ามาเล่นสั้นมากกว่าระยะยาว เห็นจากสัดส่วนที่ซื้อขายกันอยู่ในตลาด 7080% เป็นพันธบัตรระยะสั้น” นายนิวัฒน์ กล่าวก่อนหน้านี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เสนอให้กระทรวงการคลังใช้มาตรการชะลอเงินทุนไหลเข้าด้วยการเก็บภาษีจากนักลงทุนต่างชาติที่นำเงินเข้ามาซื้อตราสารหนี้ 3% และไม่อยากให้รัฐบาลทำอะไรที่กระทบต่อตลาดหุ้น
นายพิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการส่วนการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค สศค. กล่าวว่า สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส เตรียมส่งเจ้าหน้าที่มาเก็บข้อมูลของประเทศไทยในวันที่ 20 ต.ค.นี้ หลังจากที่ได้เลื่อนการจัดเก็บข้อมูลประจำปีจากผลกระทบการชุมนุมทางการเมืองในช่วงเดือน เม.ย.พ.ค. 2553
ปัจจุบันมูดี้ส์จัดอันดับเครดิตประเทศไทยที่ระดับ BBB+ โดย สศค.จะนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยซึ่งได้ปรับตัวดีขึ้นมาก และจัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย ขณะที่เสถียรภาพด้านต่างประเทศทั้งด้านการส่งออก การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และฐานะเงินสำรองระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศต่อหนี้ระยะสั้นสูงถึง 5 เท่า จากข้อมูลทั้งหมดนี้ได้สะท้อนถึงพื้นฐานเศรษฐกิจไทยว่าอยู่ในระดับที่ดี
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีนโยบายในโครงการไทยเข้มแข็ง ที่ยังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สถานการณ์การเมืองในประเทศสงบแล้ว ทำให้เชื่อว่ามูดี้ส์จะปรับเพิ่มเครดิตของประเทศไทยอย่างน้อย 1 ขั้น มาเป็นระดับ A
"สิ่งที่มูดี้ส์ให้ความสนใจ นอกจากเรื่องเศรษฐกิจไทยแล้วยังมีเรื่องของปัญหาการเมืองในประเทศ รวมถึงความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งขณะนี้หลายด้านดีขึ้น เชื่อว่าน่าจะมีการปรับเพิ่มเครดิต"







