
‘เกษตรอินทรีย์หนองมัง’ ผลผลิตแห่งอุดมการณ์ผสานนวัตกรรม
ผืนดินร่วนปนทรายขาวโพลนเจือสีส้มจางๆ มีความเป็นกรดสูง
โดย อาทิตย์ ลมูลปลั่ง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ผืนดินร่วนปนทรายขาวโพลนเจือสีส้มจางๆ มีความเป็นกรดสูง คือ สภาพผืนดินที่ขาดน้ำและผ่านการใช้สารเคมีมาอย่างยาวนานของเกษตรกรบ้านหนองมัง ต.โนนกลาง อ.สำโรง จ.อุบลราชธานี ลำพังเพียงการพลิกฟื้นผืนดินให้กลับมาปลูกผลผลิตได้งอกงามก็เป็นเรื่องที่ยากเกินคาดคิดแล้ว ทว่าด้วยความมุ่งมั่นและอุดมการณ์แน่วแน่ของ “ปิยะทัศน์ ทัศนิยม” ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ ต.โนนกลาง ประกอบกับองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้เขาและสมาชิกกลุ่มไม่เพียงแปรเปลี่ยนผืนดินที่เสื่อมสลายให้สมบูรณ์ต่อการปลูกพืชผัก แต่พื้นที่แห่งนี้ยังถูกยกระดับเป็นแหล่งเพาะปลูกผลผลิตอินทรีย์แหล่งใหญ่ของ จ.อุบลราชธานี
“การทำเกษตรอินทรีย์ต้องมีอุดมการณ์ 40% วิชาการ 30% และประสบการณ์ 30% ที่สำคัญต้องอาศัยใจเป็นใหญ่ เพราะถ้าเราจะทำแผ่นดินอีสานให้สมบูรณ์เราต้องใช้หลักธรรมชาติ คือ ใช้ทุกสิ่งอย่างในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์และใช้เกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง คือ ทำให้เป็นระบบ เป็นมาตรฐาน มีการจดบันทึก และมีการตรวจสอบย้อนกลับได้” ปิยะทัศน์ กล่าว
การเปลี่ยนจาก “วิถีเคมี” สู่ “เกษตรอินทรีย์” ไม่เพียงต้องอาศัยใจที่มุ่งมั่นของเกษตรกรแล้ว วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีถือเป็นตัวแปรสำคัญที่จะสนับสนุนการทำเกษตรอินทรีย์ให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งเป็นเวลากว่า 10 ปี ที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ทำงานร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่บ้านหนองมัง โดยนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตการทำเกษตรและนำไปสู่การตั้งกลุ่มวิสาหกิจ “ศูนย์การเรียนรู้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ ต.โนนกลาง” เสมือนหนึ่งเป็นโรงเรียนกลางท้องนาและแหล่งผลิตอาหารปลอดภัยด้านเกษตรอินทรีย์
วิราภรณ์ มงคลไชยสิทธิ์ รองผู้อำนวยการ สวทช. ในฐานะผู้อำนวยการสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) บอกว่า สวทช.รู้จักและเริ่มทำงานกับ “ชุมชนบ้านหนองมัง” ตั้งแต่ปี 2546 จนกระทั่งปี 2554 เริ่มนำความรู้จากผลงานวิจัยและพัฒนาพร้อมใช้มาถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรบ้านหนองมัง ซึ่งมีความตั้งใจและมีความเข้มแข็งของชุมชนที่จะนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปปรับประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมกับชุมชนเอง
ที่ผ่านมา สวทช.ได้ให้การสนับสนุนทั้งความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยี มีการทดลองใช้ต้นแบบงานวิจัยและเทคโนโลยีต่างๆ มากมาย ได้แก่
โรงเรือนพลาสติกคัดเลือกแสง จากปี 2554 ที่เกษตรกรได้ลงทุนติดตั้งโรงเรือนพลาสติกคัดเลือกแสงจำนวน 2 หลัง ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 29 หลัง และได้ขยายผลไปยังเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จ.นครพนม ยโสธร ศรีสะเกษ สกลนคร นครราชสีมา เลย ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ สุรินทร์ และหนองบัวลำภู
ล่าสุด ในปีงบประมาณ 2561 ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ได้อนุมัติงบประมาณ 7 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงเรือนพลาสติกคัดเลือกแสงอีก 50 หลัง ให้กับกลุ่มเกษตรกรเพื่อเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ใน จ.อุบลราชธานี ให้ได้ 2 แสนไร่ ภายในปี 2563
การบริหารจัดการโรงเรือน สวทช.อบรมให้ความรู้ในเรื่องดิน การปลูกพืชในโรงเรือน การติดตั้งระบบน้ำที่เหมาะสมในโรงเรือน การปลูกผักบนโต๊ะ
การผลิตปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินจากขยะอินทรีย์ เกษตรกรเข้าอบรมเรียนรู้วิธีการผลิต และได้นำไปผลิตเพื่อใช้ในแปลงของตน รวมทั้ง การใช้สารชีวภัณฑ์เพื่อกำจัดแมลงศัตรูพืช ได้แก่ บิวเวอเรีย ไวรัสเอ็นพีวี และไส้เดือนฝอย
ส่งเสริมการปลูกพืชหลังนา เช่น งา และถั่วเขียวสายพันธุ์ KUML#5 โดยมีเกษตรกรจำนวน 7 รายทดลองปลูก สร้างรายได้ประมาณ 1.8 หมื่นบาท/ปี
ข้าวเหนียวธัญสิริน เกษตรกรจำนวน 14 ราย ได้นำไปปลูก ได้ผลผลิต 8 ตัน/ปี มีรายได้ประมาณ 2 แสนบาท/ปี
มะเขือเทศพันธุ์สแนคสลิม เกษตรกรจำนวน 9 ราย ได้นำไปปลูก มีรายได้ประมาณ 3.22 แสนบาท/ปี
การแปรรูป อบรมให้ความรู้การแปรรูปข้าวเป็น “ไอศกรีมข้าวหอมมะลิแดง”
การเป็นผู้ประกอบการชุมชนสีเขียว ด้วยการใช้กระบวนการสะเต็มศึกษาผสมผสานวัฒนธรรม เกษตรกรได้ทบทวนและวิเคราะห์ต้นทุนการผลิต สำรวจตลาด เพื่อวางแผนการผลิตและประมาณการผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
ปิยะทัศน์ กล่าวว่า เมื่อได้ลองมุ่งมั่นทำเกษตรอินทรีย์ และนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ไปสักระยะหนึ่ง ชาวบ้านที่เห็นว่าเราแปลก หรือว่าเราบ้าว่าจะทำเกษตรอินทรีย์ได้จริงเหรอบนพื้นดินอีสานที่ทั้งแห้งแล้ง ดินก็ไม่ดี ก็จะเริ่มเห็นว่าเราทำจริง ได้ผลจริง ผลผลิตงอกงามได้แม้ไม่ใช้สารเคมี เทคโนโลยีโรงเรือนพลาสติกคัดเลือกแสง ช่วยให้ปลูกผักอินทรีย์ได้ตลอดปี มีรายได้เข้ามาตลอด และเราไม่ได้ขายข้าวปีละครั้ง เราทำข้าวเป็นการรับรองเชิงระบบ สามารถปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารได้หมด นาข้าวขายได้ 3 แสนบาท/รอบการผลิต ถั่วเขียวตันละ 7 หมื่นบาท กระเทียมตันละ 2 แสนบาท แตงโมตันละ 2 หมื่นบาท สามารถส่งผลผลิตให้กับทางเลมอนฟาร์ม และตลาดโรงพยาบาลมีตลาดรองรับอย่างต่อเนื่อง
“ที่จริงแล้ววิชาเกษตรว่าด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ เมื่อก่อนเราเข้าใจว่าเป็นภูมิปัญญา ซึ่งไม่ใช่แต่เป็นวิทยาศาสตร์ เพราะว่าเราได้เรียนรู้จากการปฏิบัติ เช่น เรื่องดินทั้งโครงสร้างของดิน มีอนินทรียวัตถุ 25% อินทรียวัตถุ 25% น้ำ 25% อากาศ 25% รวมทั้ง
พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ก็เกี่ยวข้องกับหลักการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจากการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ ผมมองว่าหากประเทศจะเดินหน้าเรื่องเกษตรได้ต้องใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์และภูมิปัญญาควบคู่กันไป”
ผลจากการพลิกฟื้นผืนดินสู่การทำเกษตรอินทรีย์ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ ต.โนนกลาง ทำให้รายได้ต่อครัวเรือนขยับสูงขึ้นหลายเท่าตัว จากปี 2551 ที่เกษตรกรมีรายได้เพียง 1.5 แสนบาท/ครัวเรือน แต่ในปี 2557 มีรายได้สูงขึ้นเป็น 6.9 แสนบาท/ครัวเรือน ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดีให้เกษตรกร
นับเป็นการผสานพลัง “ชาววิทย์” ที่นำวิทยาศาสตร์และวิทยาการให้ “ชาวบ้าน” ได้ใกล้ชิดเรียนรู้ในรูปแบบง่ายๆ สานต่อพลังภูมิปัญญาไม่ให้ล้าหลัง และสร้างพลังเกษตรสมัยใหม่เรียนรู้ร่วมกัน เพื่อสร้างผลผลิตคุณภาพได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน







