posttoday
เจาะแนวคิด 'เลขาฯสภาพัฒน์' ต้องสร้างแหล่งรายได้ใหม่

เจาะแนวคิด 'เลขาฯสภาพัฒน์' ต้องสร้างแหล่งรายได้ใหม่

18 ตุลาคม 2553

....ทีมข่าวการเงิน

การเดินหน้าพัฒนาประเทศไทย คงปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องอาศัยฝ่ายบุ๋น หรือทีมที่ปรึกษาของรัฐบาล ในการเดินหน้าแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งบทบาทดังกล่าวได้ตกเป็นหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์มานาน ซึ่ง อาคม เติมพิทยาไพสิฐ ในฐานะลูกหม้อเก่าของ สศช. กว่า 31 ปี วันนี้ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งเลขาธิการ สศช. คนล่าสุดในอันดับที่ 14 ได้แสดงความเห็นถึงแนวทางการพัฒนาประเทศเพื่อฝ่าแนวต้านของกระแสทุนนิยม รวมถึงปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าอยู่ในขณะนี้

“อาคม” ยอมรับว่าโมเดลเศรษฐกิจอาจจะเปลี่ยนไปหลังมีเขตการค้าเสรีอาเซียน โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทย คือ การเดินหน้าหาแหล่งรายได้ใหม่ เช่น การพัฒนาเรื่องของเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ การพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

เพราะสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ทำให้ต้องคิดว่าเราไม่ได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยี จึงต้องมุ่งทำสินค้าที่แข่งขันได้ แต่อาจมีบางอย่างที่สามารถผลิตได้ เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ หรืออย่างกรณีอุตสาหกรรมเหล็ก ต้องมองให้รอบด้านเพราะว่ามีทั้งผลดี เช่น เป็นการส่งเสริมการจ้างงานให้คนจน และเป็นการสร้างเทคโนโลยี ขณะที่ข้อเสียได้แก่เรื่อง ผลกระทบทางมลพิษที่ชาวบ้านไม่ยอมรับ

แต่ต้องยอมรับว่าภาคอุตสาหกรรม คือหนทางในการสร้างรายได้ เทียบจากอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจต้องพึ่งพิงอุตสาหกรรม 40% ขณะที่ที่การส่งออกต้องพึ่งพิงอุตสาหกรรมมากถึง 60–70% เพราะไทยถือเป็นฐานการผลิตแหล่งหนึ่งของโลก สิ่งที่ต้องพัฒนาต่อไปคือการพัฒนาอุตสาหกรรมให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

รวมทั้งยังต้องพัฒนาจุดแข็งซึ่งได้แก่ เรื่องของภาคเกษตรและอาหาร เช่นเรื่องพลังงานทดแทน เอทานอล เช่น บราซิล ใช้พลังงานทดแทน 100% ซึ่งไทยควรต้องมาดูว่าพัฒนาทางด้านเกษตรเพื่อผลิตอาหารกับพลังงานควบคู่กันได้ต่อไปอย่างไร หรือจะพัฒนาพืชเส้นใยทดแทนผลิตภัณฑ์พลาสติก ซึ่งกระแสโลกเริ่มหันมาพัฒนาด้านพลาสติกชีวภาพ ที่สามารถย่อยสลายได้

ประเด็นสำคัญอีกเรื่องที่ต้องคิดคือ “รายได้ใหม่” ที่เกิดจากระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการพัฒนาคุณภาพด้านการศึกษา เพราะทั้ง 2 เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องเดียวกันที่มีส่วนผลักดันด้านรายได้ให้กับเศรษฐกิจไทยในอนาคต

ยกตัวอย่างเช่น เรื่องการท่องเที่ยว ที่เน้นเรื่องการขายทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งมีข้อจำกัด เมื่อบริโภคมากก็จะมีผลกระทบ ทำอย่างไรที่ทำให้การท่องเที่ยวไปสู่การบริการใหม่ เช่น การขายวัฒนธรรม ให้เป็นสินค้าเชิงพาณิชย์ ให้เกิดประโยชน์กับการท่องเที่ยว

หลายประเทศให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หลายประเทศเอาวัฒนธรรมมาสอดแทรกในผลิตภัณฑ์ อย่างของไทยเห็นว่าสามารถพัฒนาสิ่งทอ หรืออุปกรณ์เครื่องเรือนที่ใช้วัสดุท้องถิ่นเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมจากนานาชาติได้

หรือกรณีของการอนุมัติงบในโครงการไทยเข้มแข็ง ในโครงการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีการอนุมัติงบพัฒนามรดกโลก การให้งบเพื่อพัฒนาทางด้านการออกแบบ และพัฒนาซอฟต์แวร์ ซึ่งเด็กไทยเก่งในเรื่องการของซอฟต์แวร์เกมส์มาก แต่ยังต้องได้รับการพัฒนาด้านภาษาอังกฤษ และการศึกษาด้านอื่นเพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาทักษะทางด้านอื่นๆ ต่อไป

อีกเรื่องที่ต้องเร่งทำคือเรื่องการลงทุนพัฒนาระบบโลจิสติกส์ เพราะเป็นต้นทุนอยู่สูงถึง 19% ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยหากลดการใช้น้ำมันหรือการขนส่งทางรถยนต์ได้ โดยการพัฒนาระบบราง 1.76 แสนล้านบาท

และการเชื่อมโครงการระบบรางกับประเทศเพื่อนบ้าน ในเขตลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ การพัฒนาระบบรถไฟฟ้าจากจีนวิ่งผ่านไทยไปถึงสิงคโปร์

อาคมเชื่อว่าจะสามารถลดรายจ่ายด้านโลจิสติกส์ หรือการขนส่งที่เป็นต้นทุนของภาคเอกชนได้มาก อีกทั้งยังช่วยให้การค้าขายระหว่างประเทศเพื่อนบ้านคล่องตัวมากขึ้น

“เราต้องสร้างแหล่งรายได้ใหม่ คือการใช้ความคิดถ่ายทอดวัฒนธรรมลงไปในสินค้า โดยเริ่มที่การศึกษาติดตามพฤติกรรมผู้บริโภคว่าตลาดนิยมของแบบไหน แล้วพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการให้ได้” นายอาคม กล่าว

สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงนั้นมีรายงานจาก สศช. ระบุว่า ขณะนี้ถือว่าเหลืออยู่เพียง 2 เส้นทางเท่านั้น คือ เส้นทางกรุงเทพฯเชียงใหม่ และกรุงเทพฯระยอง

ส่วนเส้นทาง กรุงเทพฯหนองคาย และกรุงเทพฯปาดังเบซาร์นั้นจะเป็นการร่วมทุนระหว่างไทยกับจีนที่กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการ โดยรายละเอียดของเส้นทางกรุงเทพฯเชียงใหม่ มีระยะทาง 745 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 209,396 ล้านบาท ผลการศึกษาพบว่า ถ้ารัฐลงทุน 100% จะได้ผลตอบแทนด้านการเงิน 0.93%

แต่ถ้าเอกชนลงทุนแบบที่ 1 เฉพาะขบวน คิดเป็นวงเงิน 14,560 ล้านบาท ผลตอบแทนด้านการเงิน 23.53%

แบบที่ 2 เอกชนลงทุน 50% หรือ 108,261 ล้านบาท จะได้ผลตอบแทนด้านการเงิน 2.25%

และแบบที่ 3 เอกชนลงทุน 30% หรือ70,780 ล้านบาท ผลตอบแทนทางการเงินจะอยู่ที่ 4.66% ในขณะที่ผลตอบแทนด้านเศรษฐกิจทั้ง 4 รูปแบบเท่ากันคือที่ 14.55%

ส่วนเส้นทางกรุงเทพฯระยอง ระยะทาง 221 กิโลเมตร มูลค่าโครงการ 56,601 ล้านบาท ในกรณีรัฐลงทุน 100% จะได้ผลตอบแทนด้านการเงิน 0.14% แต่ถ้าเอกชนลงทุนแบบที่ 1 เฉพาะขบวนรถคิดเป็นวงเงิน 3,360 ล้านบาท จะได้รับผลตอบแทนด้านการเงิน 22.49%

แบบที่ 2 ลงทุน 50% หรือ 28,973 ล้านบาท จะได้ผลตอบแทนด้านการเงิน 3.25%

แบบที่ 3 ลงทุน 30% หรือ 18,728 ล้านบาท จะได้ผลตอบแทนด้านการเงิน 5.54% ในขณะที่ทั้ง 4 แบบจะได้ผลตอบแทนด้านเศรษฐกิจ 15.40%

งานที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งของ เลขาฯ สศช. คนใหม่ คือการเร่งสร้างความน่าเชื่อถือ ของ สศช. จากที่เคยถูกมองว่า “การเมืองชี้นิ้วสั่งได้” ว่า หน้าที่ของ สศช. คือการทำงานทางด้านวิชาการ เน้นเรื่องการนำเสนอความเห็นให้กับรัฐบาล ว่าการทำโครงการไหนคุ้มค่า หรือมีผลกระทบในแง่ลบหรือบวกอย่างไร

แต่หากคนอื่นมองว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) คือการเมือง ดังนั้น สศช. ก็คงจะเลี่ยงหรือแยกกับการเมืองไม่ได้ แต่ยืนยันว่า สศช. ไม่ได้เสนอความเห็นเพื่อความมันส์อย่างเดียว เป้าหมายของ สศช. คือการพัฒนาประเทศเท่านั้น

ส่วนเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่า เห็นว่า เป็นเพราะนักลงทุนต่างชาติยังมีความเชื่อมั่นต่อพื้นฐาน และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย สะท้อนจากเงินลงทุนส่วนใหญ่เข้ามาลงทุนในตลาดตราสารระยะยาว แต่หากคนในประเทศไม่มีความเชื่อมั่นต่อพื้นฐานเศรษฐกิจของตัวเอง ก็อาจกลายเป็นช่องว่างให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาหากำไรจากจุดนี้ได้

ดังนั้น สิ่งที่ควรทำคือการเร่งการลงทุนทั้งของภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะการลงทุนในต่างประเทศ ส่วนเรื่องนโยบายการเงินเชื่อว่าทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนอย่างดี เพราะมีระบบเตือนภัยแต่คงไม่สามารถมารายงานให้ทุกคนทราบได้ว่า ธปท. ได้มาตรการอะไรบ้างในช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม อาคมยังเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยยังเป็นเศรษฐกิจที่มีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และหากสามารถพัฒนาหาจุดแข็งเช่นเรื่อง ภาคเกษตร–อุตสาหกรรมบางตัวที่มีศักยภาพได้ รวมไปถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เชื่อว่าประเทศไทยจะไม่ตกขบวนการพัฒนาและสามารถตั้งรับกับกระแสทุนนิยมที่เปลี่ยนแปลงไปได้

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค