posttoday
เงินบาทปรับแข็งค่าต่อ...เมินมาตราการภาครัฐ

เงินบาทปรับแข็งค่าต่อ...เมินมาตราการภาครัฐ

18 ตุลาคม 2553

....วารุณี สิทธิถาวร

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (1115 ต.ค. 2553) เงินบาทเริ่มต้นที่ระดับ 29.94 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และปรับตัวในกรอบแคบๆ ใกล้ระดับ 30.03 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เนื่องจากนักลงทุนยังคงชะลอการทำธุรกรรมเพื่อรอดูความชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการดูแลเงินบาทที่กระทรวงการคลังจะเสนอในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันอังคาร

โดยมีการเสนอให้มีการทบทวนการจัดเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากการลงทุนในพันธบัตรในอัตรา 15% ที่เรียกเก็บจากนักลงทุนต่างชาติเพื่อเป็นการชะลอเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ หลังจากยอดการเข้าซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในตลาดตราสารหนี้พุ่งสูงขึ้นมากในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

ขณะเดียวกันเงินบาทยังปรับตัวตามสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาคที่ค่อนข้างทรงๆ ตัว เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลมากขึ้นว่าธนาคารกลางประเทศต่างๆ จะออกมาตรการดูแลเงินทุนเคลื่อนย้าย หลังจากค่าเงินในประเทศปรับแข็งค่าขึ้นมากเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ เงินบาทยังคงอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องสู่ระดับ 30.06 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หลังจากมีแรงซื้อคืนเงินเหรียญสหรัฐในระยะสั้น อีกทั้งนักลงทุนยังคงรอความคืบหน้าเกี่ยวกับมาตรการดูแลค่าเงินบาทที่กระทรวงการคลังเสนอต่อที่ประชุม ครม. ว่าจะออกมาในรูปแบบใด และจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อการลงทุนในตลาดการเงินและการเคลื่อนไหวต่อค่าเงินบาทในช่วงต่อไป

อย่างไรก็ดี ภายหลัง ครม.มีมติเห็นชอบมาตรการลดผลกระทบการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งประกอบด้วยมาตรการชะลอเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ โดยมีมติ 1.ยกเลิกการยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% สำหรับธุรกรรมการซื้อขายพันธบัตรของนักลงทุนต่างชาติ 2.มาตรการส่งเสริมเงินทุนไหลออก โดยผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐบาลและรัฐวิสาหกิจซื้อสินค้าทุนจากต่างประเทศตามแผนการลงทุน วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท ภายในสิ้นปีนี้ และ 3.มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท แต่มาตรการดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดเงินมากนัก เนื่องจากนักลงทุนมองว่าอาจยังไม่เพียงพอที่จะสกัดเงินทุนไหลเข้าและยับยั้งการแข็งค่าของเงินบาทได้ ส่งผลให้เงินบาทปรับแข็งค่าเหนือระดับ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐอีกครั้ง

ในช่วงปลายสัปดาห์ เงินบาทเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 29.85 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และยังคงปรับตัวในทิศทางเดียวกับค่าเงินในภูมิภาค หลังตลาดมองว่าเงินเหรียญสหรัฐยังมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การบังคับใช้มาตรการดูแลค่าเงินบาทที่มีผลบังคับใช้วันนี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อทิศทางเงินบาท เนื่องจากตลาดยังคงมองว่าโดยภาพรวมค่าเงินในภูมิภาคและเงินบาทยังคงได้แรงหนุนอย่างต่อเนื่องจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ โดยดอลลาร์สหรัฐฯ ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 9 เดือนเทียบตะกร้าสกุลเงิน หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เผยรายงานการประชุมเมื่อวันที่ 21 ก.ย. ซึ่งรายงานดังกล่าวสนับสนุนการคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) มากยิ่งขึ้น แม้เทรดเดอร์เริ่มกังวลว่าช่วงขาลงของดอลลาร์สหรัฐฯ ใกล้จะสิ้นสุดลงหลังจากที่ปรับตัวลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา แต่นักวิเคราะห์มองว่าแม้นักลงทุนจะมีการปรับตัวรับการคาดการณ์เกี่ยวกับมาตรการ QE ของสหรัฐฯ ไปแล้ว แต่ตราบใดที่ตลาดยังคงคาดว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) และธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ตลาด เงินทุนก็จะไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ และยังคงเป็นปัจจัยที่หนุนให้ค่าเงินในภูมิภาคยังคงปรับแข็งค่าขึ้นต่อ เช่นเดียวกับเงินบาทที่ปรับแข็งค่าขึ้นทดสอบระดับ 29.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงกลางสัปดาห์ ขณะเดียวกันนักลงทุนยังคลายความกังวลเกี่ยวกับมาตรการภาครัฐฯ หลังนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เผยว่ากระทรวงการคลังจะไม่มีมาตรการภาษีเพิ่มเติมในการสกัดเงินทุนไหลเข้า อย่างไรก็ดีแรงขายทำกำไรระยะสั้นของนักลงทุนหลังเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นมากส่งผลให้เงินบาทร่วงลงสู่ระดับ 29.84 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงสั้นๆ ก่อนปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 29.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงปลายสัปดาห์

สัปดาห์นี้ (1822 ต.ค. 2553) คาดว่าเงินบาทจะปรับตัวในช่วง 29.7030 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แข็งค่าขึ้นหลังปรับตัวในช่วง 29.8430.16 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในสัปดาห์ก่อนหน้า โดยมองว่าภาพรวมเงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น เนื่องจากเงินทุนต่างประเทศที่ยังคงมุ่งหน้าสู่ตลาดการเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่ที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวดี และอัตราผลตอบแทนอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดยเฉพาะหากธนาคารกลางสหรัฐ รวมทั้งธนาคารกลางประเทศเศรษฐกิจสำคัญอื่นๆ อาทิ ยุโรปและอังกฤษ มีการผ่อนคลายทางการเงินหรือเพิ่มสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินเพิ่มเติม จะยิ่งทำให้มีเงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดการเงินเอเชีย และหนุนให้ค่าเงินในภูมิภาครวมทั้งเงินบาทของไทยปรับแข็งค่าขึ้นต่อ

ขณะที่ปัจจัยในประเทศ สัปดาห์นี้นักลงทุนมุ่งความสนใจไปที่การประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันพุธที่ 20 ต.ค. ว่าจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นต่อหรือไม่ หลังจากเริ่มมีเสียงเรียกร้องมากขึ้นถึงความต้องการให้ กนง.ชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปก่อน เพื่อแก้ปัญหาเงินทุนไหลเข้าและการแข็งค่าของเงินบาท โดยเรามองว่ามีโอกาสที่ กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 1.75% ในการประชุม วันที่ 20 ต.ค.นี้ หลังทางการออกมาระบุว่าการแข็งค่าของเงินบาทเป็นประเด็นที่ ธปท.จะนำมาพิจารณาในการประชุมนโยบายในรอบนี้

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน