
ทิศทางค่าบาท
....ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์
ปัจจุบันประเด็นที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในแวดวงธุรกิจ คือ ค่าเงินบาทของไทย ซึ่งได้แข็งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเดิมเมื่อสิ้นปี 2552 ยังอยู่ระดับ 33.4 บาท/เหรียญสหรัฐ แต่ได้แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ช่วงกลางปี 2553 เป็นต้นมา โดยเฉพาะในช่วงต้นเดือน ต.ค. 2553 ได้แข็งตัวขึ้นอยู่ระดับต่ำกว่า 30 บาท/ เหรียญสหรัฐ
อนึ่ง ความจริงแล้วหน่วยงานราชการของไทยก็มีการกำกับดูแลค่าเงินบาทระดับหนึ่ง โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวอย่างมีการจัดการ (Managed Float) ไม่ได้ปล่อยให้ค่าเงินบาทลอยตัวอย่างเสรีแต่อย่างใด โดยได้แทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 87.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อสิ้นปี 2550 เป็น 111 พันล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อสิ้นปี 2551 เป็น 138.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อสิ้นปี 2552
ล่าสุดเมื่อสิ้นเดือน ก.ย. 2553 อยู่ที่ระดับสูงมากเป็นประวัติการณ์ คือ 163.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยเพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2552 มากถึง 24.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 750,000 ล้านบาท โดยเฉพาะเดือน ก.ย. 2553 เพียงเดือนเดียวเท่านั้น ทุนสำรองเพิ่มขึ้นสูงถึง 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 240,000ล้านบาท
แต่การแทรกแซงเป็นเงินมากมายมหาศาลข้างต้นยังไม่สามารถที่จะต้านทานกระแสการไหลเข้ามาของเงินตราต่างประเทศจำนวนมาก ซึ่งทำให้ค่าเงินบาทแข็งตัวขึ้นมาก โดยแม้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 ซึ่งไทยประสบปัญหาเสถียรภาพทางการเมือง ทำให้ค่าเงินบาทแข็งตัวขึ้นเพียง 2.8% แต่เมื่อปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองของไทยเริ่มคลี่คลายดีขึ้นนับตั้งแต่กลางปี 2553 เป็นต้นมา ประกอบกับตัวเลขทางเศรษฐกิจในปี 2553 ดีขึ้นกว่าที่คาดหมายเอาไว้ ส่งผลทำให้นับตั้งแต่สิ้นปี 2552 จนถึงปัจจุบัน เงินบาทแข็งค่าขึ้นมากกว่า 10% ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเงินของประเทศในภูมิภาคในระยะเดียวกันแล้ว ค่าเงินบาทแข็งขึ้นเป็นรองค่าเงินเยนญี่ปุ่นและค่าเงินริงกิตของมาเลเซีย แต่มากกว่าของสิงคโปร์ อินโดนีเซีย จีน เวียดนาม
ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าทิศทางค่าเงินบาทที่แข็งตัวขึ้นนั้น ไม่ได้เป็นปัญหาที่ต้องเผชิญในระยะสั้น แต่เป็นปัญหาที่เราต้องเตรียมพร้อมที่จะต้องเผชิญในระยะยาว เนื่องจากเหตุผลสำคัญ ดังนี้
ประการแรก ปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปนับตั้งแต่ปลายปี 2551 เป็นต้นว่า ทำให้รัฐบาลประเทศเหล่านี้พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing QE) โดยธนาคารกลางเพิ่มปริมาณเงินจำนวนมาก ทำให้อัตราดอกเบี้ยต่ำมากและเกิดปัญหาสภาพคล่องส่วนเกิน ทำให้เงินล้นโลก ส่งผลทำให้มีการนำเงินมาลงทุนแสวงหากำไรระยะสั้นในทวีปเอเชีย ซึ่งเศรษฐกิจยังคงเติบโตค่อนข้างดี รวมถึงมาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และตลาดตราสารหนี้ของไทยด้วย ทำให้เงินสกุลในภูมิภาค รวมถึงเงินบาทแข็งค่าขึ้น
ปัญหาค่าเงินแข็งและการไหลทะลักของเงินทุนต่างประเทศจึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยเป็นการเฉพาะ แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับทุกประเทศในภูมิภาคเอเชีย ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปจะยังไม่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในระยะสั้น ดังนั้น ปัญหาการไหลเข้าของเงินทุนน่าจะเกิดขึ้นในระยะยาว
ประการที่สอง ในระยะที่ผ่านมาประเทศไทยเกินดุลทั้งดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลบัญชีเงินทุนอย่างต่อเนื่อง มีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 163.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่มีหนี้ต่างประเทศเมื่อครึ่งแรกของปี 2553 อยู่ระดับต่ำ คือ 81.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ต่างประเทศมองว่าค่าเงินบาทน่าจะมีแนวโน้มแข็งตัวขึ้นอีก
ประการที่สาม คณะกรรมการนโยบายการเงินได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่องเพื่อลดแรงกดดันเงินเฟ้อ ซึ่งในปี 2553 คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 3% โดยเพิ่มอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งครั้งละ 0.25% รวมเป็น 0.5% ทำให้เพิ่มขึ้นเป็น 1.75% ได้ส่งผลมีผลทำให้ส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนจากดอกเบี้ยในประเทศไทยและในสหรัฐเพิ่มสูงขึ้น ทำให้เงินไหลเข้ามาประเทศไทยเพื่อแสวงหา ผลตอบแทนที่สูงขึ้น
ประการที่สี่ การลงทุนไทยไปยังต่างประเทศค่อนข้างน้อย เป็นต้นว่า ในปี 2552 มาเลเซียไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศมากถึง 8,038 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ไทยไปลงทุนเพียง 3,818 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังไม่มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อความมั่งคั่งของชาติ (SWF) เพื่อนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศ
สำหรับการแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทในอนาคตจึงขึ้นกับประสิทธิผลของมาตรการของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องว่าจะสามารถป้องกันไม่ให้แข็งค่าขึ้นอีกอย่างไร รวมถึงหากไม่สามารถแก้ไขปัญหาการแข็งค่าของเงินบาทแล้ว จะสามารถช่วยเหลือเพื่อลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการอย่างไรบ้าง ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีผลกระทบขึ้นแล้ว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบและแรงงานในประเทศ (Local Content) เป็นสัดส่วนสูงและมีส่วนต่างกำไร (Profit Margin) ต่ำ ซึ่งผลจะเป็นอย่างไร เราจะต้องคอยดูกันต่อไป







