
‘สมศักดิ์’หวัง‘จีสตีล’รอด
ธุรกิจเหล็กคาดปีนี้ทรงตัว ปีหน้าฟื้น “สมศักดิ์” หวังจีสตีลรอด ผู้ถือหุ้นกู้ยอมแปลงหนี้ 65% เป็นหุ้น บริษัทได้กำไร 1,800 ล้าน บุ๊กเพิ่มเป็น 1 บาท
ธุรกิจเหล็กคาดปีนี้ทรงตัว ปีหน้าฟื้น “สมศักดิ์” หวังจีสตีลรอด ผู้ถือหุ้นกู้ยอมแปลงหนี้ 65% เป็นหุ้น บริษัทได้กำไร 1,800 ล้าน บุ๊กเพิ่มเป็น 1 บาท
นายสมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล รองประธานกรรมการบริษัท จีสตีล (GSTEEL) ผู้ผลิตเหล็กรีดร้อน ให้ความเห็นในงานสัมมนาเจาะหุ้นตระกูลเหล็ก เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า จากนี้ไปธุรกิจเหล็กน่าจะดีขึ้นตามลำดับ ตอนนี้ราคาเหล็กเริ่มมีเสถียรภาพขึ้น ประคองตัวอยู่แถว 20-23 บาทต่อกิโลกรัม และเชื่อว่าแนวโน้มมีโอกาสปรับขึ้นอีก 5 บาท จากช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ราคาได้ผันผวนอย่างมากตามวิกฤตเศรษฐกิจโลก และราคาลดลงจาก 40 บาท เหลือ 15 บาท
สำหรับปัญหาหนี้สินหุ้นกู้ของบริษัทกว่า 5,000 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถจบลงด้วยดี โดยนัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้ในวันที่ 8 พ.ย. เพื่อขออนุมัติการแก้เงื่อนไขของหุ้นกู้ เนื่องจากบริษัทยินยอมตามที่เจ้าหนี้รายใหญ่ผู้ถือหุ้นกู้ต้องการแล้ว คือ แปลงหนี้หุ้นกู้เป็นหุ้นของบริษัท 65% ส่วนที่เหลือจะลดหนี้ลง ส่งผลให้หนี้สินเหลือเพียง 450 ล้านบาท หรือ 14 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่จะจ่ายครั้งเดียวใน 5 ปีข้างหน้า ทำให้บริษัทนำสำรองกลับมาเป็นกำไรได้ถึง 1,800-1,900 ล้านบาท จากปัจจุบันได้ตั้งสำรองเต็มที่ตามที่ผู้สอบบัญชีแนะนำ เพื่อให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์
ทั้งนี้ หากปลดล็อกเรื่องหนี้ได้เชื่อว่าจะทำให้แนวโน้มผลประกอบการดีขึ้น เพราะโรงเหล็กของบริษัทมีประสิทธิภาพสูง สามารถผลิตได้ตามคำสั่งลูกค้าภายใน 7 วัน โดยอัตราการใช้กำลังการผลิตสูงถึง 60-70% ของกำลังการผลิต 3.3 ล้านตัน จากไตรมาส 2 ใช้เพียง 3040% และกำลังการผลิตของบริษัทรวมบริษัทลูกนับว่าสูงสุดติดอันดับ 1 ใน 10 ของโรงเหล็ก 38 แห่งทั่วโลก ผลจากการรวมการบริหารจัดการกับบริษัท จี เจ สตีล (GJS) ทำให้ประหยัดต้นทุนไปได้ถึง 2,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทมีเงินสดหมุนเวียนจากการขายเหล็กให้ลูกค้า ทำให้ไม่ต้องกู้ธนาคารอีก และเชื่อว่าจะไม่มีคู่แข่งในประเทศรายใหม่ เพราะหากจะตั้งโรงเหล็กตอนนี้มีต้นทุนสูงเรื่องสิ่งแวดล้อม ต้องใช้เงินทุน 3 หมื่นล้านบาทต่อโรง
“หากเราแก้หนี้สำเร็จ มูลค่าทางบัญชีจะเพิ่มจาก 79 สตางค์ เป็น 1 บาท และสัดส่วนหนี้สินต่อทุนลดจาก 1.5 เท่า เหลือ 1 เท่า” นายสมศักดิ์ กล่าว
ด้านนายไพศาล ธรสารสมบัติ ประธาน กรรมการบริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ค้าเหล็กไทย (TMT) กล่าวว่า ไตรมาส 4 หรือต้นปีหน้า ธุรกิจเหล็กจึงเรียกว่าฟื้นตัว โดยความต้องการจะมากกว่าการผลิต ทำให้หุ้นเหล็กเป็นหุ้นที่สามารถลงทุนได้ โดยปีนี้คาดว่าบริษัทจะมีรายได้เติบโต 20% จากปีก่อนที่มีรายได้ 5,663 ล้านบาท มากกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 15% และอัตรากำไรเฉลี่ยสูงกว่า 9% ที่ทำได้ในปีก่อน ส่วนปีหน้าคาดว่ารายได้จะเติบโต 5-6%
นายประสาน อัครพงศ์พิศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โลหะกิจ เม็ททอล (LHK) กล่าวว่า ปีนี้คาดว่าบริษัทจะมีกำไรจากขาดทุนปีก่อน และปีหน้ารายได้จะโต 15%







