
การเปลี่ยนแปลงของสปป.ลาว
ครั้งที่ผ่านมาได้กล่าวถึงการที่สาธารณรัฐประชาชนจีนได้รุกคืบเข้าสู่ สปป.ลาว
ครั้งที่ผ่านมาได้กล่าวถึงการที่สาธารณรัฐประชาชนจีนได้รุกคืบเข้าสู่ สปป.ลาว โดยผ่านมาทางภาคเหนือของลาว ตามนโยบาย One Belt One Road ของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง การเดินทางไปสิบสองปันนาด้วยรถยนต์ผ่านถนน R3A นั้น เห็นชัดว่าเพียงแค่ 1 ปี สปป.ลาวได้เปลี่ยนแปลงไป ส่วนจะเป็นไปในทิศทางที่ดีหรือไม่ดีก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละท่าน ซึ่งอาจจะเห็นต่างจากผมก็ได้ครับ ดังคำที่ว่า สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม อีกคนตาแหลมคม มองเห็นดาวพร่างพราวพราย
ในอดีต สปป.ลาว เป็นประเทศที่ด้อยพัฒนามาก อย่างที่เราทราบ ในสมัยเด็กๆ พวกเรามักจะล้อเลียนเด็กๆ ลาวที่มาเรียนด้วยกัน ด้วยการแกล้งเป็นผู้ประกาศข่าวภาษาลาวว่า “ประเทศลาวขอประกาศว่า บาดนี้ ลาวได๋พัฒนาแล้ว โดยลาวกำลังซิซื่อเฮือดำน่ำ และรถไฟ แต่ว่าซิต้องท่าก่อน ลาวยังบ่มีทะเลและฮางรถไฟ ต้องท่าซาดหน้าตอไป๋” นั่นคือเมื่อห้าสิบปีที่แล้ว เด็กๆ จะล้อเล่นกันเป็นที่ตลกขบขัน แต่ปัจจุบันนี้ เผลอๆ สปป.ลาว จะได้ใช้รถไฟความเร็วสูงก่อนประเทศไทยเราครับ
ยุคสมัยเปลี่ยนไปจริงๆ การเดินทางของผมเมื่อถึงด่านบ่อเต็น สิ่งที่เห็นคือเมืองที่อยู่ชายแดนบ่อเต็น ถนนหนทางใหม่กำลังก่อสร้างจะเป็นการตัดใหม่หมด คาดว่าอีกไม่ถึงปีคงจะเสร็จเรียบร้อย อีกไม่เกินสองปีคงจะเห็นตึกรามบ้านช่องเกิดขึ้นมาอีกเพียบ เมืองบ่อเต็นที่ทางการจีน ได้เช่าพื้นที่ระยะยาวจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวไกลเข้ามาในเขต สปป.ลาวลึกมาก เชื่อว่าอีกไม่นานคงจะเป็นที่ดึงดูดชาวจีนในมณฑลยูนนานเข้ามาใช้บริการท่องเที่ยวแน่นอน
ด้านการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น ถนนหนทาง รวมทั้งรถไฟความเร็วสูง ปัจจุบันนี้ผมเห็นอุโมงค์แห่งแรกของจีนได้ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วหนึ่งแห่ง มีป้ายผ้าสีแดงผืนใหญ่ติดไว้ที่ปากอุโมงค์หราเลยเพื่อเฉลิมฉลองและแสดงความยินดีที่ได้เปิดเส้นทางแรกของ One Belt One Road ที่เข้าสู่ สปป.ลาว
ผมยังได้เดินทางไปเยี่ยมมหานครเวียงจันทน์มา หลังจากที่ได้กลับจากการเดินทางไปสิบสองปันนา ปรากฏว่าก็เช่นกันครับที่เวียงจันทน์ตื่นตัวกันมากกับอภิมหาโปรเจกต์นี้ จะเห็นว่าภายในมหานครเวียงจันทน์ได้มีเมืองที่เป็นการก่อสร้างจากกลุ่มทุนจีน เข้าเปิดดำเนินการก่อสร้าง แล้วเสร็จไปแล้วบางส่วน แต่ที่เหลือได้ดำเนินการก่อสร้างอยู่ ผมถามน้องศักดิ์ที่มารับผมที่สนามบินว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีความชัดเจนและสะเทือนเลื่อนลั่นต่อชาวเมืองเวียงจันทน์หรือไม่อย่างไร ศักดิ์บอกว่า ปัจจุบันนี้มีชาวจีนที่ถือสัญชาติ สปป.ลาวอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยผ่านเงื่อนไขของสัญญาเช่าที่ดินระยะยาวระหว่างรัฐบาลทั้งสองประเทศจำนวนสองแสนคน ผมต้องอุทานออกมาเลยว่า ...แม่เจ้า นี่เป็นอะไรที่น่าเกรงขามมาก เพราะชาวจีนที่มาใหม่นี้ไม่เหมือนสมัยพ่อแม่เรา ที่อพยพมาแบบเสื่อผืนหมอนใบ ไม่มีความรู้ ไม่มีทุนทรัพย์ แต่กลุ่มจีนใหม่นี้มาแบบมีทุนทรัพย์ที่ได้จากการช่วยเหลือจากรัฐบาลของเขา และยังมีการศึกษาดี ความรู้ดีอีกด้วย และอย่าลืมว่าเขาเหล่านี้มาพร้อมครอบครัว จำนวนคงไม่ใช่แค่สองแสนคน อาจจะมากถึงหกแสนคนก็เป็นไปได้ เรียกว่าถ้าเปรียบเทียบจำนวนประชากร สปป.ลาว ย่อมมีนัยสำคัญอย่างไม่ต้องสงสัยเลยครับ
ผมมีโอกาสเข้าไปเดินในตลาดที่ชาวจีนกลุ่มใหม่เข้ามาเปิดร้านขายของชำ จึงได้พูดภาษาจีนยูนนานกับเขา ปรากฏว่าเขาฟังไม่รู้เรื่อง แสดงว่าเขาไม่ได้อพยพมาจากชายแดนติดกับ สปป.ลาว จึงต้องใช้ภาษาจีนกลางสื่อสารกัน ผมถามว่าเขามาจากมณฑลอะไร ส่วนมากจะมาจากมณฑลอานหุย มณฑลเจียงซี และมณฑลเจ๋อเจียง โดยเฉพาะที่มณฑลเจ๋อเจียง มีเมืองอยู่เมืองที่มีแต่นักสู้ชีวิต เป็นพ่อค้าที่ถนัดการค้าขายมาก พวกนี้จะรักสมัครสมานสามัคคีกันมาก ไปไหนจะไปเป็นกลุ่ม คอยช่วยเหลือกันตลอด ขอให้พูดภาษาท้องถิ่นเขา เขาก็จะช่วยเหลือกันทันทีครับ คือกลุ่มที่มาจาก “เมืองเหวินโจว” 温洲 ครับ







