
เรนเจอร์-บีที-50บุกซิดนีย์
เตรียมขึ้นไลน์ผลิตในประเทศไทย หลังประกาศลงทุน 1.1 หมื่นล้านบาทที่โรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ไปก่อนหน้า
เตรียมขึ้นไลน์ผลิตในประเทศไทย หลังประกาศลงทุน 1.1 หมื่นล้านบาทที่โรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ไปก่อนหน้า
งานแสดงรถยนต์ที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย ที่จะเปิดแสดงต่อสาธารณชนอย่างเต็มรูปแบบในวันนี้ กลายเป็นเวทีแสดงรถที่มีความสำคัญกับประเทศไทยไม่น้อย เพราะฟอร์ดและมาสด้า ต่างก็ขนปิกอัพรุ่นใหม่ที่จะผลิตและจำหน่ายในช่วงกลางปี 2554 มาจัดแสดง โดยทั้งฟอร์ด เรนเจอร์ และมาสด้า บีที-50 รุ่นใหม่ ต่างก็จะใช้ฐานการผลิตที่โรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ในประเทศไทย เป็นฐานการผลิตหลักทั้งสิ้น
มาดูกันที่รายละเอียดคร่าว ๆ ของรถทั้ง 2 คัน ที่ในคราวนี้ถือเป็นการแยกกันทำงานเกือบเต็มรูปแบบ สำหรับผู้ผลิตรถยนต์ที่เคยเป็นพันธมิตรกันอย่างเหนียวแน่นมาก่อน โดยก่อนหน้านี้ ทั้งเรนเจอร์และบีที-50 จะมีการแชร์แพลตฟอร์มและอุปกรณ์บางชิ้นร่วมกันในโมเดลแรก แต่เมื่อความสัมพันธ์เปลี่ยนแปลงไป รถทั้ง 2 คันนี้ก็เลยแยกกันทำการพัฒนาแบบทางใครทางมัน
ฟอร์ดบอกว่าเรนเจอร์ใหม่มาพร้อมรูปโฉมที่ทรงพลังและมอบคำมั่นสัญญาของการเป็นรถกระบะที่มีความสามารถในการใช้งานมากยิ่งขึ้น เพื่อพลิกประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถกระบะให้ดีเยี่ยมกว่าเคย มุ่งมั่นในการเป็นรถกระบะระดับแถวหน้าของตลาด ด้วยพละกำลังและความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น ไปจนถึงความสามารถในการลากจูงอย่างเหนือชั้น รวมถึงยังมีพื้นที่ใช้งานกว้างขวาง มอบความสะดวกสบาย มีอุปกรณ์ภายในห้องโดยสารครบครัน และให้ประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมแบบเดียวกับที่ผู้บริโภคเคยคาดหวังเฉพาะจากรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเท่านั้น
มาพร้อมโครสร้างตัวถังแบบโมโนคลอค เพื่อความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นของผู้โดยสาร เพียบพร้อมด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัย เหนือกว่ารถในระดับเดียวกัน อาทิ การติดตั้งกล้องมองภาพด้านหลัง ระบบช่วยจอดด้านหลัง และอุปกรณ์มากมาย รวมถึงฟอร์ดยังวางแผนที่จะเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ๆ ในรถฟอร์ด เรนเจอร์ เพิ่มขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
เรนเจอร์ ใหม่ จะได้รับการผลิตเพื่อจำหน่ายใน 180 ประเทศใน 5 ทวีป และมีรายละเอียดให้เลือกหลากหลาย ทั้งตัวถัง 3 รูปแบบ ระบบขับเคลื่อนทั้งแบบ 2 และ 4 ล้อ ทั้งแบบไฮ-ไรเดอร์ และโลว์-ไรเดอร์ และแยกเป็นรุ่นต่างๆ ถึง 5 รุ่น ขึ้นอยู่กับประเทศที่วางจำหน่าย
ในรุ่นจำหน่ายจริง จะมีเครื่องยนต์ใหม่ 3 รุ่นให้เลือก ประกอบไปด้วย เครื่องยนต์ดีเซล ฟอร์ด ดูราทอร์ค ทีดีซีไอ I4 ขนาด 2.2 ลิตรใหม่ ที่ให้แรงบิดสูงสุด 375 นิวตันเมตร และให้กำลัง 110 กิโลวัตต์ (150 แรงม้า) เครื่องยนต์ดีเซล ฟอร์ด ดูราทอร์ค ทีดีซีไอ I5 ขนาด 3.2 ลิตร ให้การตอบสนองและประสิทธิภาพดีเยี่ยม ด้วยแรงบิด 470 นิวตันเมตร และให้กำลัง 147 กิโลวัตต์ (200 แรงม้า) และเครื่องยนต์เบนซิน ฟอร์ด ดูราเทค I4 ขนาด 2.5 ลิตร ให้พละกำลังมากขึ้นที่ 122 กิโลวัตต์ (166 แรงม้า) และสามารถใช้พลังงานทางเลือกได้สูงสุดถึงระดับ อี100 และผู้ซื้อสามารถนำไปติดก๊าซธรรมชาติทั้งก๊าซ CNG และ LPG ได้ มาพร้อมระบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีดหรือเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด
ขณะที่บีที-50 มาพร้อมหน้าตาแบบโฉบเฉี่ยวในสไตล์ซูม-ซูม ที่ทีมงานของมาสด้าคุยนักคุยหนา ว่านี่คือการพลิกรูปโฉมการออกแบบของปิกอัพ จากเดิมที่ไม่เน้นเรื่องของความสวยงามมากนัก ให้กลับมาสนใจในเรื่องหน้าตา ด้วยเส้นสายเฉียบคมทั่วทั้งคันรถ ตั้งแต่ฝากระโปรงหน้าไปจรดท้ายกระโปรง
มาสด้าระบุว่าปิกอัพใหม่นี้เป็น Active Lifestyle Vehicle ที่สามารถขยายกลุ่มลูกค้าจากเดิมที่ต้องการรถปิกอัพเพื่อใช้งานเป็นหลักเพียงอย่างเดียว ไปสู่กลุ่มลูกค้าอื่น ๆ ที่มีไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่นชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าแบบครอบครัวหรือแม้แต่ผู้ที่ต้องการแสวงหาความพึงพอใจส่วนบุคคล
การพัฒนามีขึ้นเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าในตลาดอาเซียนเป็นหลัก เพื่อตอบสนองความต้องการสำหรับรถยนต์ในกลุ่มนี้ที่ตลาดปิกอัพทั่ว ๆ ไปไม่สามารถตอบสนองได้ รวมไปถึงกลุ่มลูกค้าที่นิยมรถยนต์ที่มีความเอนกประสงค์ในออสเตรเลียและยุโรปก็เช่นเดียวกัน
ด้วยแนวคิดการออกแบบตัวถังภายนอกแบบ Sophisticated Beast ที่นำมาใช้ในรถรุ่นนี้ มาสด้าต้องการออกแบบรถให้เป็นที่ตกหลุมรักได้อย่างง่ายดายจากผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ทั่วไป ตัวรถดูมีทั้งความแข็งแรงและความเฉลียวฉลาด ขณะที่ด้านในของตัวรถออกแบบให้มีชีวิตชีวา ใช้งานง่ายและมีเสน่ห์ดึงดูดบุคคลทั่วไป
ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของเครื่องยนต์ที่ติดตั้งมาในฝากระโปรงของมาสด้า บีที-50 รุ่นใหม่อย่างเป็นทางการ ซึ่งเชื่อว่าเครื่องยนต์ใหม่นี้ ก็คงมีสมรรถนะที่โดดเด่นไม่แพ้คู่แข่งในตลาดอย่างแน่นอน ซึ่งคาดว่าอีกไม่นานรายละเอียดต่าง ๆ ก็คงตามออกมาในอนาคต
กลางปี 2554 จะเป็นช่วงเวลาแห่งการเริ่มผลิตรถปิกอัพรุ่นใหม่ของฟอร์ดและมาสด้าในประเทศไทย ที่โรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ ซึ่งเป็นโรงงานร่วมทุนและได้มีการเทงบประมาณอีก 1.1 หมื่นล้านบาทเพื่อรองรับการผลิตเอาไว้แล้ว โดยคาดว่าฟอร์ดจะเริ่มผลิตเรนเจอร์ก่อนในช่วงกลางปี และจากนั้น มาสด้า บีที-50 จะตามออกมาในช่วงปลายปีเดียวกัน
และช่วยปลุกกระแสความร้อนแรงของตลาดปิกอัพทั้งในประเทศไทยและในตลาดโลกได้เป็นอย่างดี!!!







