
สิ่งทออ่วม!เจอพิษบาทแข็ง
โรงงานสิ่งทอทยอยหยุดเครื่องจักร หลังค่าบาทแข็งทำสินค้าที่มีอยู่ขายไม่ได้ ขณะที่สินค้านอกรุกตีตลาด เผยบางแห่งต้องหยุดเครื่องจักรถึง 50%ของกำลังผลิต
โรงงานสิ่งทอทยอยหยุดเครื่องจักร หลังค่าบาทแข็งทำสินค้าที่มีอยู่ขายไม่ได้ ขณะที่สินค้านอกรุกตีตลาด เผยบางแห่งต้องหยุดเครื่องจักรถึง 50%ของกำลังผลิต
นายสมศักดิ์ ศรีสภรวาณิชย์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอ สภาอุตสาหกรรมแห่ประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า กลุ่มสิ่งทอได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการที่ค่าเงินบาทแข็งค่า โดยตอนนี้โรงทอผ้าบางแห่งต้องหยุดเดินเครื่องจักร 20-30% ของกำลังผลิต และบางแห่งต้องปิดการเดินเครื่องถึง 50% เนื่องจากสินค้าที่มีอยู่ขายไม่ได้
สาเหตุที่ต้องหยุดเดินเครื่องจักรเป็นผลจากการที่ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้น โดยก่อนหน้านี้ขายสินค้าไปในราคา 32 บาท แต่ตอนนี้รับเงินที่ 29 บาท หรือลดลง 6-7% แต่ก็ยังต้องขายสินค้าอยู่ เพราะรับคำสั่งซื้อมาแล้ว ขณะเดียวกันการเสนอราคาใหม่ในราคาที่สูงกว่าเดิม ตามการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินก็ทำให้ลูกค้าไปซื้อสินค้าจากที่อื่น เช่น เวียดนาม อินเดีย และจีน แทน
รวมทั้งผลกระทบอีกด้านหนึ่งที่สำคัญที่สุด คือ โรงงานย้อมผ้า หรือพิมพ์ผ้า เริ่มสั่งผ้าผืนจากต่างประเทศเข้ามาเป็นวัตถุดิบแทนการซื้อผ้าผืนในประเทศ และส่งออก เนื่องจากมีต้นทุนที่ถูกกว่า ทำให้โรงงานทอผ้าในประเทศไม่มีคำสั่งซื้อเข้ามา
นอกจากนี้ ยังมีสินค้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศ เช่น จีน และเวียดนาม เข้ามาตีตลาดในประเทศมากขึ้น เพราะนำเข้ามาในราคาที่ถูกลง เมื่อนำมาขายในประเทศก็ราคาถูกกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศ ผู้ประกอบการจึงได้รับผลกระทบ 2 เด้ง ทั้งรายได้จากการส่งออกที่ลดลง ขณะเดียวกันตลาดในประเทศก็ถูกสินค้าจากต่างชาติเข้ามาตีตลาด
"ตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นกับต้องปิดโรงงาน เพราะผู้ประกอบการเกรงว่าเมื่อปิดแล้วแรงงานที่มีอยู่จะไปเลย หากต้องเปิดใหม่จะหาแรงงานยาก จึงยอมขาดทุนดีกว่าปิดโรงงาน และใช้วิธีปิดการเดินเครื่องจักรบางส่วนเอา"นายสมศักดิ์ กล่าว
นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ส.อ.ท. กล่าวว่า ผกระทบที่ได้รับในตอนนี้คงยังไม่ถึงกับต้องปิดกิจการ แต่จะหยุดรับคำสั่งซื้อมากกว่า เพราะภายในโรงงาน 1 แห่ง ผลิตสินค้าหลายอย่าง สินค้าบางชนิดก็ยังขายได้อยู่ เช่น สินค้าที่มีคุณภาพสูง เพราะแม้ว่าราคาจะแพงขึ้น ลูกค้ายังสนใจซื้ออยู่ โดยเฉพาะสินค้าที่ส่งไปยังแอฟริกา หรอื สหภาพยุโรป รวมทั้งสินค้ากว่า 70% ที่ผลิตในโรงงานมีตลาดในประเทศด้วย จึงทำให้ต้องดำเนินกิจการต่อไป ส่งโรงงานที่ส่งออก 100% ก็มีอยู่ไม่มาก และส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดใหญ่
ภายในสัปดาห์หน้า โรงงานจะเริ่มรับคำสั่งซื้อสำหรับช่วงเทศกาลปีใหม่แล้ว จึงคาดว่าคำสั่งซื้อน่าจะกลับมาอีกครั้ง เพราะเศรษฐกิจโลกเริ่มปรับตัวดีขึ้น บรรยากาศในการเฉลิมฉลองก็น่าจะกลับมาคึกคัก สินค้าอาหารจึงน่าจะได้รับผลดีจากจุดนี้ด้วย







