
มติศาลเพิกถอนคำสั่ง รีดภาษีมินีแบ502ล้าน
โพสต์ทูเดย์
— ศาลภาษีอากรกลาง สั่งกรมสรรพากรเพิกถอนมติประเมินภาษีย้อนหลัง 502 ล้านบาท บริษัท มินีแบไทยนายกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท เบคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 ต.ค. ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้กรมสรรพากรเพิกถอนการประเมินภาษีของบริษัท เอ็นเอ็มบีมินีแบไทย ผู้ผลิตและส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ในช่วงปี 25402543 จำนวน 502 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยเดือนละ 1% นับตั้งแต่วันที่กรมสรรพากรหักเงินจากการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ของบริษัท มินีแบไทย ไว้ เนื่องจากกรมสรรพากรไม่มีอำนาจที่จะมาประเมินภาษี
เนื่องจากที่ผ่านมาการคำนวณภาษีเงินได้มีการตีความขัดแย้งกันระหว่างกรมสรรพากรกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งบีโอไอได้สอบถามไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาและคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ซึ่งได้ข้อสรุปว่า การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของผู้ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 ที่ผ่านมา ระบุว่าถ้าบริษัทมีผลการขาดทุนสามารถเลื่อนผลขาดทุนมาหักภาษีได้ 8 ปี ตามสิทธิประโยชน์ของบีโอไอ
ทั้งนี้ ได้มีการหารือข้อกฎหมายกับคณะกรรมการกฤษฎีกาและคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร วินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 เป็นกฎหมายเฉพาะที่กำหนดระบบการจัดเก็บภาษีเป็นพิเศษแตกต่างจากประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปที่ไม่สามารถนำมาบังคับกับโครงการที่ได้รับการส่งเสริมได้ ดังนั้นการคิดคำนวณภาษีตามหลักเกณฑ์ของบีโอไอ สามารถกระทำได้โดยนำผลการขาดทุนมาหักภาษีได้ในปีสุดท้ายของการได้สิทธิประโยชน์ และกรมสรรพากรไม่มีอำนาจประเมินภาษีย้อนหลังบริษัท เอ็นเอ็มบี มินีแบไทย
อย่างไรก็ตาม ในปี 2552 คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรได้เปลี่ยนแนวคิดให้หักการขาดทุนภายใน 5 ปี ตามกรมสรรพากร ซึ่งทำให้ช่วงปี 25402543 กรมสรรพากรได้มีการประเมินภาษีเรียกเก็บย้อนหลังจากบริษัท มินีแบไทย 502 ล้านบาท ทำให้บริษัทมินีแบไทย ต้องฟ้องกรมสรรพากร โดยคดีนี้ใช้เวลา 2 ปี และเป็นคดีประวัติศาสตร์ เพราะมีบริษัทได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไออีกราว 21 บริษัท กำลังจะถูกกรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีย้อนหลังรวมมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท อีกทั้งหลักการปฎิบัติการบันทึกบัญชีตามแบบบีโอไอมีการดำเนินมากว่า 30 ปีแล้ว ซึ่งหากกรมสรรพากรไม่ให้นำผลการขาดทุนมาหักได้นั้นก็ทำให้บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอผิดทั้งหมด
ทั้งนี้ การตีความและการคำนวณภาษี ที่แตกต่างกันระหว่างบีโอไอกับกรมสรรพากร มีปัญหาอยู่ที่คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร กรมสรรพากรได้ตีความว่า บริษัทที่มีหลายโครงการและได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ จะต้องนำกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของแต่ละโครงการมาหักกันก่อน หากมีกำไรเหลือ จึงจะสามารถใช้สิทธิ "ยกเว้น" ภาษีเงินได้นิติบุคคลได้
แต่ตามหลักกฎหมายส่งเสริมการลงทุน ผู้ได้รับสิทธิจะต้องคิดแยกแต่ละโครงการ ซึ่งบีโอไอ ก็ได้ขอความเห็นไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 5) เมื่อ วันที่ 6 ก.พ. 2552 คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาเห็นว่า พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน เป็นกฎหมายเฉพาะ ที่กำหนดระบบการจัดเก็บภาษีเป็นพิเศษ แตกต่างจากประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปที่ไม่สามารถนำมาบังคับกับโครงการที่ได้รับการส่งเสริมได้
นายกิตติพงศ์กล่าวว่า เรื่องนี้ควรจะจบได้แล้ว ซึ่งหากกรมสรรพากรมีการอุทธรณ์ คาดว่าจะสร้างความเสียหายมหาศาลและทำให้นักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่น เนื่องจากความขัดแย้งกฎระเบียบการจัดเก็บภาษีของบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนบีโอไอกับกรมสรรพากร และคณะกรรมการกฤษฎีกาก็มีการตีความชัดแล้ว
ดังนั้น ในวันที่ 14 ต.ค.นี้ ประธานเอ็นเอ็มบีมินีแบไทย จะเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อแจ้งว่าจะลงทุนในไทยเพิ่ม







