posttoday
ใครว่าบรรษัทภิบาลดีมีแต่ต้นทุน

ใครว่าบรรษัทภิบาลดีมีแต่ต้นทุน

14 ตุลาคม 2553

...ยุทธ วรฉัตรธาร

อยากจะสื่อให้ท่านทั้งหลายได้รับทราบว่า ปัจจุบันเรื่องบรรษัทภิบาลหรือการกำกับดูแลกิจการแพร่หลายขนาดไหน ตั้งแต่ปี 2542 ที่มีการตั้งสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ได้มีการพัฒนาหลักสูตรเกี่ยวกับบรรษัทภิบาลและอบรมให้ความรู้แก่กรรมการทั้งหลายของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรรมการของรัฐวิสาหกิจและกรรมการของบริษัทที่สนใจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้กรรมการเหล่านี้เข้าใจบทบาทหน้าที่ และความรับผิดชอบในการกำกับดูแลกิจการที่ตนนั่งเป็นกรรมการอยู่ จะได้ทำหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง สมสถานะ สมเกียรติกับที่ได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจ

ปัจจุบันมีหลายองค์กรที่พยายามสร้างหลักสูตรแนวเดียวกับ IOD เพื่อนำไปฝึกอบรมให้กรรมการของรัฐวิสาหกิจ กรรมการของสภามหาวิทยาลัยเพื่อไปพัฒนาสถาบันระดับอุดมศึกษา นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษมยังเปิดหลักสูตรปริญญาเอก สาขาธรรมาภิบาล ซึ่งขณะนี้มีนักศึกษาหลายสิบท่าน พัฒนาการที่เห็นๆ อยู่นี้น่าจะพอชี้ให้เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมว่าการปฏิบัติตามหลักการบรรษัทภิบาลที่ดีน่าจะมีประโยชน์

อย่างไรก็ตาม ยังมีเจ้าของกิจการ กรรมการและผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนจำนวนไม่น้อยที่เห็นว่าการปฏิบัติตามหลักการบรรษัทภิบาลที่ดีมีแต่ค่าใช้จ่าย ทำให้มีต้นทุนสูงขึ้น ทำให้เสียเปรียบคู่แข่งขัน ความเห็นเหล่านี้เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องรับฟังและยอมรับว่ามีส่วนจริงอยู่ไม่น้อย บริษัทจดทะเบียนต้องมีผู้สอบบัญชีที่มีมาตรฐาน จึงต้องเสียค่าสอบบัญชีเพิ่มขึ้น ต้องมีขั้นตอนการปฏิบัติตามกฎระเบียบและกฎหมายมากขึ้น ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในเรื่องคนและเวลาที่ต้องมารับผิดชอบงานเพิ่มขึ้น ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเปิดเผยข้อมูลและระดับของข้อมูลที่เปิดเผยก็ทำให้คู่แข่งรู้ไส้รู้พุงมากขึ้น ต้องเสียภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย เสียเปรียบคู่แข่งขันทั้งในเรื่องข้อมูลและต้นทุนของคู่แข่ง ต้องจ้างกรรมการอิสระซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเพิ่ม ทำให้แต่ละปีมีรายจ่ายค่าตอบแทนกรรมการเพิ่มอีกอย่างน้อยๆ หลายล้านบาท เหล่านี้คือต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เห็นๆ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่จริง

เมื่อมีทั้งข้างเห็นประโยชน์และข้างเห็นว่ามีแต่เสียประโยชน์ จึงต้องมีการบวกลบคูณหารแล้วหาผลลัพธ์ว่าได้มากกว่าเสียหรือไม่ ถ้าได้มากกว่าเสีย ก็น่าจะถือได้ว่ามีประโยชน์ ตามประสบการณ์ของผมเห็นว่า การหาผลลัพธ์ไม่เจอ เพราะค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการปฏิบัติตามหลักการบรรษัทภิบาลที่ดีเห็นได้ชัดเป็นรูปธรรม แต่ประโยชน์ที่ได้ส่วนใหญ่เห็นเป็นตัวเงินไม่ชัด ต้องมีความเข้าใจว่าสิ่งที่ได้คุ้มค่าคืออะไร ไม่อยากสรุปเองว่ามีประโยชน์คุ้มค่าอย่างไร ขอเอาตัวอย่างที่ได้จากคนปฏิบัติจริงมาให้ท่านพิจารณาเอาเองสัก 2 เรื่อง

เรื่องแรกได้จากการเข้าร่วมงานการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาหลักสูตรระยะสั้น ซึ่งนำเสนอโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษมที่มีชื่อหลักสูตรว่า “ธรรมาภิบาลสำหรับนักบริหาร” ผมคงไม่พูดถึงเนื้อหาหลักสูตรว่ามีอะไร แต่ระหว่างการอภิปรายออกความเห็นได้ยินแว่วๆ จากคุณกมลวรรณ วิปุลากร Executive Vice President และ CFO ของบริษัท ดิเอราวัณ กรุ๊ป ว่าบริษัทตนปฏิบัติตามหลักการบรรษัทภิบาลที่ดีแล้วทำให้ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงรีบไปขอนามบัตรและโทร.ไปขอความกรุณาให้ขยายความหน่อยว่า ได้ทำอะไรไปบ้าง

บริษัทของเธอได้ปรับปรุงนโยบายและระบบ ระเบียบเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างตามหลักการบรรษัทภิบาลที่ดี มีการป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ สร้างกรอบและหลักเกณฑ์รวมถึงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใส สื่อและยืนยันกระบวนการที่โปร่งใสและเป็นธรรมในการคัดเลือกให้ผู้ขายสินค้าและบริการได้รับทราบ ผลที่ได้คือผู้เสนอขายสินค้าที่อาสาเป็นคู่แข่งกับเจ้าอื่นๆ มั่นใจว่าไม่เหนื่อยฟรี คือ เสนอราคาแล้วเอาราคาไปต่อรองที่อื่น ทำให้มีผู้สนใจเข้าเสนอราคามากขึ้น สุดท้ายได้ของดีราคาสมเหตุสมผลให้เลือกได้มากขึ้น ทำไปได้ระยะหนึ่งเปรียบเทียบกับต้นทุนในอดีต เห็นได้ชัดเลยว่าซื้อของได้ต้นทุนต่ำลงแถมยังรู้จักมีพันธมิตรคู่ค้ามากขึ้น เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีการสำรวจความพึงพอใจจากคู่ค้า ปรากฏว่าได้รับความพึงพอใจและความไว้วางใจจากคู่ค้ามากขึ้น นี่แหละครับผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมซึ่งสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจในระยะยาวด้วย

เรื่องสุดท้าย เพื่อนเล่าให้ฟังถึงความแสบของสาวนางหนึ่ง บังเอิญว่าน่าจะเกี่ยวกับ CG และเป็นอุทาหรณ์ได้ดี เรื่องมีว่าสาวนางนี้เป็นสมุห์บัญชีของกิจการแห่งหนึ่ง เจ้าของเป็นคนเก่งค้าขายจนร่ำรวยพอสมควร กำไรส่วนหนึ่งก็มาจากการหลบเลี่ยงภาษี คนที่ไม่มีจิตสำนึกต่อส่วนรวมก็ชมว่าเถ้าแก่คนนี้เก่ง แต่การโกงภาษีก็ต้องทำบัญชีเท็จ หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องอาศัยสมุห์บัญชี สาวคนนี้จึงกำความลับสุดเด็ด อาศัยถือไพ่เด็ดจึงกล้าขอยืมเงินเจ้าของ (เพราะไปมีแฟนชอบเล่นการพนัน) เจ้าของพูดไม่ออกเพราะกลัวความลับแตก ให้ยืมไปจนถึงครึ่งล้านบาท เกิดความรู้สึกเจ็บใจเพราะดูจากพฤติกรรมการยืมแล้วคงไม่ได้คืน วันหนึ่งหงุดหงิดขอทวงเงินคืน ไม่ได้คืนจะใช้วิธีหักเงินเดือน หักโบนัส สาวเจ้าบอกว่าไม่คืน ถ้าจะเอาคืนจะเปิดเผยเรื่องภาษีให้สรรพากร เจ็บใจมากบอกว่าอย่างนี้อยู่ด้วยกันไม่ได้ จะให้สาวเจ้าออกจากงาน ด้วยความหวั่นใจจึงเสนอจ่ายชดเชยตามกฎหมายแรงงาน สาวน้อยบอกว่าได้แต่ขอค่าปิดปากอีกห้าแสน โกรธจนพูดไม่ออก แต่ต้องยอมพยายามทำใจว่าโกงภาษีมานับสิบล้านบาท เซ่นไหว้ไปหลายล้านบาทยังมีส่วนเกินนับสิบล้านบาท ให้ไอ้สาวไปเผาผีก็ได้ ผลที่ได้คืออะไร เจ็บแค้น เจ็บใจจนเป็นโรคเครียด โรคความดัน เบาหวานตามมาติดๆ เวลามีลางสังหรณ์ว่าไอ้สาวจะโทร.มารีดค่าปิดปาก สะดุ้งเครียดจนตัวสั่นทุกที คุ้มไหมครับ เหมือนกรรมตามสนองเลยนะช่วยพิจารณาเอาเองนะครับ ว่าปฏิบัติตามหลักการ CG แล้วคุ้มค่าหรือไม่เพียงใด ไม่ใช่มีกรณีคุ้มค่าเรื่องเงินอย่างเดียวนะครับ ยังมีเรื่องสุขภาพจิต สุขภาพกาย ความทุกข์และความสุขที่เงินซื้อไม่ได้มาเกี่ยวด้วยนะครับ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน