
กองตราสารหนี้จัดพอร์ต
แอสเซทพลัสลดอายุตราสาร จับตาต่างชาติอีก12สัปดาห์
โพสต์ทูเดย์
— บลจ.แอสเซท พลัส เล็งปรับพอร์ตลงทุนกองทุนตราสารหนี้ถืออายุสั้นขึ้น ลดผลกระทบตลาดผันผวน จับตาดัชนีตราสารหนี้โลกลดลงทุนตราสารหนี้ไทยหรือไม่นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แอสเซท พลัส เปิดเผยว่า ผลจากมาตรการยกเลิกยกเว้นภาษีจากผลตอบแทนของเงินลงทุนต่างชาติในพันธบัตรรัฐบาลที่ออกมากระทบต่อกองทุนรวมตราสารหนี้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งกองทุนตราสารหนี้ของ บลจ.แอสเซท พลัส อยู่ระหว่างการปรับพอร์ต เพื่อลดอายุของตราสารที่ลงทุนให้สั้นลง เพื่อลดผลกระทบของความผันผวนในตลาดตราสารหนี้ ซึ่งยิ่งตราสารอายุยาวจะได้รับผลกระทบมากกว่าตราสารสั้น
“
ผลตอบแทนในตลาดตราสารหนี้ในปัจจุบันจนถึงตอนนี้ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก เพราะสัปดาห์ก่อนที่จะประกาศมาตรการ ผลตอบแทนในตลาดปรับขึ้นไปมาก พอมาตรการออกมาผลตอบแทนก็ลดลง แต่แง่ปริมาณการซื้อขายลดลงไปมาก” นายวิน กล่าวอย่างไรก็ตาม ในระยะยาวยังประเมินสถานการณ์ไม่ได้ว่าจะกระทบตลาดตราสารหนี้มากน้อยแค่ไหนต้องรอดู 2 ปัจจัย ดัชนีตราสารหนี้โลกจะปรับลดน้ำหนักลงทุนตลาดตราสารหนี้ไทยลงหรือไม่หลังมาตรการออกมา หากลดน้ำหนักตลาดก็จะได้รับผลกระทบ เพราะเชื่อว่านักลงทุนจะขายตราสารหนี้ออก รวมทั้งต้องรอดูปฏิกิริยาของต่างชาติหลังจากนี้อีก 12 สัปดาห์
นายสมชัย บุญนำศิริ กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย กล่าวว่า จากมาตรการดังกล่าวส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าเล็กน้อยเหนือระดับ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐและอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรระยะมากกว่า 3 ปี ขึ้นไปปรับเพิ่มขึ้น แต่ภาพรวมตลาดอัตราแลกเปลี่ยนและตลาดสวอปของอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนยังไม่มีกระทบ
ทั้งนี้ ตลาดการเงินยังรอผลประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เพื่อปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในวันที่ 20 ต.ค. หากพิจารณาจากอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรระยะสั้นปัจจุบันสะท้อนความเป็นไปได้มากขึ้นที่จะคงอัตราดอกเบี้ย
นายสมชัย กล่าวว่า บริษัทได้เปิดจำหน่ายกองทุนเปิดกรุงไทย ธนทรัพย์ เอ 6 เดือน 3 ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 19 ต.ค. 2553 ลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศไม่เกิน 79% โดยจะเน้นลงทุนในพันธบัตรภาครัฐเกาหลีใต้ เงินฝากธนาคารบาร์เคลย์ สาขาดูไบและตั๋วแลกเงินของธนาคารธนชาต โดยผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนประมาณการที่ 1.85% ต่อปีและป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
นายวิศิษฐ์ ชื่นรัตนกุล รักษาการหัวหน้าสายงานจัดการลงทุน บลจ.นครหลวงไทย กล่าวว่า แนวโน้มอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ในช่วงสัปดาห์นี้ นักลงทุนต่างประเทศยังเข้ามาลงทุนต่อเนื่อง แต่เริ่มชะลอตัวลง โดยมีปริมาณการซื้อขายอยู่ที่ 43,369 ล้านบาทต่อวัน ลดลงประมาณ 37% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา
สำหรับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรในช่วงนี้ยังผันผวน เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่ารัฐบาลจะออกมาตรการเก็บภาษีเพื่อควบคุมการไหลเข้าของเงินลงทุนกับนักลงทุนต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ไทย โดยตั้งแต่ต้นปีมีเงินทุนต่างประเทศไหลเข้ามาประมาณ 140,000 ล้านบาท เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐถึง 11% รองจากค่าเงินเยน สำหรับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเริ่มปรับชะลอตัวลงและในด้านของอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีการคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2% ในช่วงสิ้นปี
บริษัทได้เปิดขายกองทุนเปิดนครหลวงไทย ตราสารหนี้ 3 เดือน 6/10 อายุประมาณ 3 เดือน ลงทุนในตราสารหนี้ในประเทศและอาจพิจารณาลงทุนในตราสารหนี้ไม่เกิน 79% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ คาดผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่าย 1.55% ต่อปี







