
หุ้นแกร่งทุนนอกไหลเข้าถึงสิ้นปี
ตลาดทุบสถิติห่วงปัจจัยนอก บจ.หาเงินรับการผลิตใกล้เต็ม
โพสต์ทูเดย์
— ตลท.เผยไตรมาส 4 เงินต่างชาติยังไหลเข้าต่อ ดัชนีถึง 1,000 จุดชัวร์ พื้นฐานตลาดหุ้นไทยแกร่งขึ้น สร้างสถิติใหม่เพียบนายยรรยง ไทยเจริญ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ไตรมาส 4 ปีนี้ เม็ดเงินต่างชาติยังไหลเข้าลงทุนในตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง และมีโอกาสเห็นดัชนีปรับขึ้นถึง 1,000 จุดได้
ทั้งนี้ จากสถิติที่ผ่านมา 34 เดือนสุดท้ายของทุกปีนักลงทุนต่างชาติจะมีสถานะการซื้อสุทธิ และหุ้นขึ้นรอบนี้มีผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ดีสนับสนุนด้วย ทำให้ตลาดขึ้นอย่างมีเสถียรภาพและยังถือว่าเป็นวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่
สำหรับมาตรการเก็บภาษี 15% จากกำไรและดอกเบี้ยพันธบัตรของต่างชาติที่เข้ามาลงทุนถือว่ามีความเหมาะสม แต่เชื่อว่าจะไม่สามารถสกัดเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าต่อทั้งในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรได้ เพราะค่าเงินสกุลเหรียญสหรัฐยังอ่อนค่า ต่างชาติยังต้องหาแหล่งลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง
อย่างไรก็ดี นักลงทุนต้องมองความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกและในประเทศ เพราะกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มองกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วยังมีปัญหาการปรับปรุงสถาบันการเงินและเรื่องการว่างงานเป็นความเสี่ยง ซึ่งถ้าเศรษฐกิจแย่ลงจะส่งผลกระทบต่อประเทศกำลังพัฒนาได้ เพราะต้องพึ่งพาการส่งออกสูงและต้องดูการเปลี่ยนแปลงนโยบายดอกเบี้ยที่ปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำ เพราะจะส่งผลต่อความผันผวนเงินทุนได้
ขณะเดียวกัน ยังต้องดูการบริหารจัดการสภาพคล่องที่ล้น (Clash Landing) เข้ามาประเทศกำลังพัฒนาให้ดีว่าจะเกิดปัญหาฟองสบู่เศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อหรือไม่ ส่วนปัจจัยในประเทศแนวโน้มทางการเมืองปัจจุบันดูดีขึ้น
นายยรรยง กล่าวต่อว่า แนวโน้มการระดมทุนในไตรมาส 4 คาดว่าจะสามารถขยายตัวได้ดีและน่าจะมีการเพิ่มทุนมากขึ้น โดยเฉพาะในธุรกิจปิโตรเคมีและยานยนต์เพราะกำลังการผลิตใกล้เต็มแล้ว
สำหรับภาวะการซื้อขายในไตรมาส 3 และประจำเดือน ก.ย. 2553 พบว่า ได้สร้างสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เปิดตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อปี 2517 หลังจากเม็ดเงินต่างประเทศไหลเข้าตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นทุกเดือนนับตั้งแต่เดือน ก.ค.ก.ย. จำนวน 214 ล้านเหรียญสหรัฐ 505 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 1,171 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามลำดับ รวมถึงมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป)
ปัจจุบันมาร์เก็ตแคปคิดเป็นสัดส่วน 82% ของจีดีพี ซึ่งดีขึ้นหลังจากไม่ได้ปรับขึ้นมาตั้งแต่ปี 2539 และปี 2538 มาร์เก็ตแคปสูงถึง 85% ของจีดีพี แต่ช่วงนั้นสัดส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (พีอี) อยู่ที่ 2526 เท่า แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 15 เท่า







