posttoday
สหพัฒน์หวั่นบาทแข็ง ก่อวิกฤตต้มยำกุ้งรอบ 2

สหพัฒน์หวั่นบาทแข็ง ก่อวิกฤตต้มยำกุ้งรอบ 2

14 ตุลาคม 2553

แนวโน้มเงินบาทที่ปรับอัตราแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ล่าสุดขยับลงมาแตะอยู่ที่ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าจะกระทบต่อภาคส่งออก

ล่าสุด บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ ระบุว่า ขณะนี้เครือบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกไม่ถึง 20% จากเดิม 30% ทำให้บริษัทไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องด้วยดำเนินธุรกิจทั้ง 2 ขา คือ การทำตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ และเมื่อยอดขายจากการส่งออกลดลงจากเงินบาทที่แข็งค่า ก็ต้องหันมามุ่งทำตลาดภายในประเทศมากขึ้น และเห็นว่าเงินบาทที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 3435 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

“ก่อนหน้านี้แบงก์ชาติพูดว่าเงินนอกเข้ามาเยอะ ก็ทำให้ค่าเงินแพง เหมือนเราเปิดทางให้เขาเข้ามา ถ้า 2 ปีก่อนรู้ว่าเป็นแบบนี้ ก็ไม่เปิดให้เข้ามา” บุณยสิทธิ์ กล่าว

สำหรับเงินบาทอ่อนนั้นถือว่าดีกับรากหญ้า ส่วนเงินบาทแข็งดีกับคนมีเงินที่มีเงินฝากในธนาคาร แต่กลุ่มรากหญ้าไม่ดี ซึ่งการที่รัฐบาลแนะมาตรการต่างๆ อาทิ ให้เก็บเงินไว้ต่างประเทศนั้นไม่ได้เกิดประโยชน์ เพราะเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้ผู้ประกอบการได้เปรียบหากสั่งเครื่องจักรมาตุนไว้

อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ประเมินล่วงหน้ามาแล้ว 2 ปี พร้อมปรับแผนธุรกิจ โดยพยายามทำสินค้าในประเทศมากขึ้น แต่ยอมรับว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอาจทำให้ภาพรวมธุรกิจในเครือสหพัฒน์ปีนี้โตไม่ถึง 5% จากรายได้ภาคส่งออกที่ลดลง แต่เมื่อเฉลี่ยกับธุรกิจอื่นๆ แล้วก็ยังมีเติบโตอยู่ เช่น โรงงานที่ทำตลาดในไทยมีอัตราเติบโต ส่วนโรงงานที่ทำตลาดในประเทศและส่งออกมีทั้งเติบโตและไม่โต

อย่างไรก็ตาม โรงงานที่ทำตลาดส่งออกเพียงอย่างเดียวจำเป็นต้องปิดตัว เช่น โรงงานทำรองเท้า และโรงงานผลิตเสื้อผ้า ซึ่งบริษัทได้โยกย้ายแรงงานไปยังโรงงานผลิตอื่นๆ ในเครือ ซึ่งไม่เป็นปัญหาด้วยปัจจุบันภาคแรงงานยังขาดแคลนอยู่ เป็นต้น

ขณะที่แนวทางแก้ไขปัญหาเงินบาทแข็งค่านั้น กระทรวงคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องหารือร่วมกันในระดับภูมิภาคอาเซียน เพราะค่าเงินที่ปรับตัวขึ้นเป็นผลจากเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาและเงินดอลลาร์อ่อนตัวที่จะยังไหลเข้ามาต่อเนื่อง ยิ่งทำให้เงินบาทแข็งค่าเหมือนกับตาชั่งที่รับน้ำหนักไว้ ซึ่งเมื่อถึงจุดหนึ่งจะทำให้เกิดการสวิงกลับ และกลับเข้าสู่วิกฤตต้มยำกุ้งได้อีกครั้ง

“ถ้าสวิงกลับไปเป็นต้มยำกุ้งรอบ 2 จะสาหัสกว่ารอบแรก เพราะกระทบกำลังซื้อทั้งบนและล่าง ตามหลักค่าเงินบาทควรอยู่ที่ 3435 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และได้บอกมาก่อนหน้า แต่แบงก์ชาติไม่เก็ตเลย ตอนนี้ไม่มีเบรก เงินเข้ามาเยอะ เหมือนขับรถลงเหวไปแล้ว แต่เมืองไทยไม่รู้สึก ถ้าเราคอนโทรลเงินบาทได้ดีก็เป็นโอกาสดีของไทย แต่ถ้าคอนโทรลไม่ดี ก็เสียโอกาสเหมือนคนอื่น” บุณยสิทธิ์ กล่าวย้ำ

นอกจากการปรับแผนธุรกิจในภาพรวมเพื่อรับมือบาทแข็งแล้ว ล่าสุด สหพัฒน์ยังได้ลงนามข้อตกลง (เอ็มโอยู) ร่วมกับ สึรุฮะ โฮลดิงส์ อิงก์ ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจร้านขายยาและสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามในประเทศญี่ปุ่น เพื่อร่วมกันพัฒนาและขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าในไทย ญี่ปุ่น และอาเซียน ซึ่งสหพัฒน์จะช่วยกระจายสินค้าแบรนด์ เอ็มส์ วัน (M’s one) ผ่านช่องทางที่มีเครือข่ายทั้งในไทยและอาเซียน

ส่วนสึรุฮะจะนำแบรนด์บีเอสซีของสหพัฒน์ไปจำหน่ายทั้งในญี่ปุ่นและอาเซียน รวมทั้งจะมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ อบรมบุคลากร วิจัยและพัฒนาร่วมกัน พร้อมเปิดร้านสึรุฮะแห่งแรกในไทย และในอนาคตอาจพิจารณาตั้งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างกัน

ด้าน สันติ วิลาสศักดานนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง กล่าวว่า แนวโน้มค่าเงินบาทในปีหน้ายังมีทิศทางแข็งค่าต่อเนื่อง เพราะธุรกิจในสหรัฐอเมริกาช่วง 12 ปีนี้ยังไม่ดีขึ้น อัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับสูงราว 1012% ซึ่งภาครัฐต้องดูแลไม่ให้มีการแข็งค่ามากเกินไป และผู้ส่งออกควรกำหนดอัตราคงที่ (ฟิกซ์) ค่าเงิน เพื่อประกันความเสี่ยงในอนาคตแต่หากเป็นผู้ประกอบการรายย่อย หรือกลุ่มเกษตรกร ก็จะได้รับผลกระทบที่ค่อนข้างหนัก

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน