
เอกชนใช้ค่าบาทชี้ชะตาโบนัส
ย้ำได้แน่แต่ขึ้นเงินเดือนแค่ลุ้น เซ็งรัฐใช้มาตรการเบาคุมบาท
โพสต์ทูเดย์
— เอกชนเกาะติดผลกระทบค่าเงินบาท ก่อนพิจารณาโบนัส เงินเดือนพนักงานปลายปีนายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานกิตติมศักดิ์ สภาอุตสาห กรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผลกระทบจากภาวะเงินบาทแข็งค่า ส่งผลให้เอกชนยังคงต้องติดตามทิศทางค่าเงินอย่างใกล้ชิด ก่อนนำมาพิจารณาปรับขึ้นเงินเดือนและโบนัสในช่วงปลายปีนี้ให้แก่พนักงาน
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการจ่ายโบนัสสิ้นปีนี้น่าจะยังมีอยู่ค่อนข้างมาก แต่การขึ้นเงินเดือนอาจจะต่ำกว่าที่คาดไว้ เพราะขณะนี้เอกชนไม่สามารถรับคำสั่งซื้อล่วงหน้าในช่วงต้นปี 2554 ได้ เพราะยังไม่มั่นใจค่าเงินบาทช่วงนี้ จึงเปลี่ยนมารับคำสั่งซื้อระยะสั้น 2 เดือนแทน
สำหรับมาตรการดูแลค่าเงินบาทที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมตินั้นเป็นเพียงมาตรการตักเตือนนักลงทุน โดยเฉพาะกรณีการเก็บภาษี 15% จากกำไรและดอกเบี้ยในพันธบัตรที่ถือโดยนักลงทุนต่างชาติที่เป็นธุรกรรมใหม่ ไม่ถือว่าเป็นยาแรงอะไร ดังนั้นรัฐบาลคงจะต้องติดตามภาวะค่าเงินบาท 12 สัปดาห์ โดยระหว่างนี้รัฐควรมีมาตรการสำรองที่จะออกมาเพิ่มเติมหากมาตรการระยะแรกไม่ได้ผล
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า มาตรการที่ออกมาเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นว่ารัฐจะเข้ามาดูแลไม่ให้เงินไหลเข้ามาก อาจจะเริ่มจากมาตรการที่เบาก่อนแล้วค่อยดูผลอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคงจะต้องให้เวลา โดยเอกชนยังหวังว่าค่าเงินบาทจะดีขึ้นบ้าง
รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้สนับสนุนภาษีเพื่อการนำเข้าเครื่องจักรในการปรับปรุงกระบวนการผลิตของเอกชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการแข่งขัน
นายธนิต โสรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ถือเป็นมาตรการที่ยังไม่แรง แต่ก็ยังดีกว่าไม่ดำเนินการใดๆ คงจะต้องติดตามผลในช่วงสัปดาห์นี้ว่าตลาดมีการตอบสนองอย่างไรกับมาตรการที่ออกมา หากเงินบาทยังคงแข็งค่าไประดับ 2928 บาทต่อเหรียญสหรัฐในเร็วๆ นี้ คงจำเป็นจะต้องออกมาตรการที่เป็นยาแรง เช่น การเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมเงินที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นและตราสารหนี้ แต่ส่วนตัวเห็นว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรมีนโยบายควบคู่กันไป อย่างน้อยตรึงดอกเบี้ยนโยบายไว้ หรือลดลงยิ่งดี
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า การประชุม ครม.ในวันนี้ ได้หารือในที่ประชุมถึงมาตรการสนับสนุนให้นักลงทุนไทยไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น ใช้โอกาสจากการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งเรื่องนี้ดำเนินการมานานแล้ว แต่ไม่มีความคืบหน้า เพราะผู้ประกอบการต้องการความสะดวกในการทำธุรกิจและข้อมูล มากกว่า รวมถึงการสนับสนุนข้อมูลในการไปลงทุนต่างประเทศด้วย







