posttoday
กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ

กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ

13 ตุลาคม 2553

....รศ.เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์

อุณหภูมิเศรษฐกิจบ้านเราที่กำลังร้อนแรงขณะนี้ สาเหตุหลักคงไม่พ้นเรื่อง “ค่าเงินบาท” ที่ขึ้นหน้าหนึ่งของข่าวเศรษฐกิจพอๆ กับข่าว “ฟิล์มกับแอนนี่” ที่จองหน้าหนึ่งข่าวชาวบ้าน

และที่เหมือนๆ กันอีกก็คือ ต่างฝ่ายต่างก็มีกองเชียร์ โดยกองเชียร์ “บาทแข็ง” ก็ได้แก่ นักลงทุนในตลาดการเงิน ในขณะที่กองเชียร์ “บาทอ่อน” ได้แก่ นักธุรกิจ โดยเฉพาะภาคส่งออกที่กำลังสะบักสะบอมจากภาวะบาทแข็ง ณ ขณะนี้

เจาะลึกไปอีกถึงมูลเหตุบาทแข็ง ส่วนหนึ่งก็เป็นผลจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่ได้รับแรงหนุนจากภาวะเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียที่ฟื้นตัวอย่างเข้มแข็ง ตลอดจนอัตราดอกเบี้ยบ้านเราที่สูงกว่าชาวบ้าน แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยยังยืนกระต่ายขาเดียว (เพราะไม่มีใครยืนเป็นเพื่อน) ว่ายังต่ำอยู่ และ “หลับหูหลับตา” ละเมอเป็นระยะๆ ว่าอาจต้องขึ้นอีกเพื่อให้ได้ “เป้าเงินเฟ้อ” ตามที่วางไว้ ซึ่ง “ท่าน” ก็ต้องทำตามหน้าที่รักษาเสถียรภาพตลอดจนวินัยในตลาดการเงิน ส่วน “ชาวบ้าน” ก็ต้องพยายามเดาใจท่านและปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

“ว่ากันตามทฤษฎี” เงินทุนก็ต้องไหลเข้าหาแหล่งที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า ทำให้ตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรในประเทศ “คึกสุดๆ” ในช่วงนี้ โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยที่อีก 20 กว่าจุด ก็จะทะลุ 1,000 จุด (ปิดวันจันทร์ที่ 11 ต.ค. 2553 ที่ 977.85 จุด) และต้องยอมรับว่าเงินทุนต่างชาติที่ทุ่มตลาด (ถ้าเป็น “ทุ่มขาย” เรียกว่า “โจมตี” แต่ “ทุ่มซื้อ” ไม่รู้เรียกว่าอะไร) เข้ามาช่วงนี้ส่วนใหญ่เป็น “เงินร้อน” ของนักเก็งกำไรที่ความจริงเราก็ไม่อยากได้ เพราะ “เข้าได้ออกได้” อย่างง่ายๆ สร้างความผันผวนในตลาดการเงิน

แต่ทำไงได้ ตอนนี้นักลงทุนในตลาดการเงิน “แฮปปี้” สุดๆ แม้ภาครัฐจะออกมาตรการอะไรออกมาในวันที่ 12 ต.ค. 2553 ก็คาดว่าจะเป็น “มาตรการเบาๆ” ที่มีผลแค่ทางจิตวิทยา อาจทำให้เงินบาทอ่อนไปบ้าง แต่ก็คงอ่อนเล็กน้อยและในช่วงสั้นๆ ซึ่งคง “เอาไม่อยู่” และในที่สุดคงต้องมาตรการรุนแรงที่ “ช็อก” ทั้งตลาดและนักลงทุน

ดังนั้น จะมีทางใดที่ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนไปตามธรรมชาติ โดยนักลงทุนไม่เจ็บตัว (อาจเจ็บบ้าง แต่ “ไม่สาหัส”) ซึ่งต้องอาศัยกลไก “อุปสงค์ อุปทาน” โดยต้องสร้างความต้องการ “เงินเหรียญสหรัฐ” เพื่อใช้ในการลงทุนในต่างประเทศหรือซื้อของจากต่างประเทศ เช่น มาตรการที่จะออกมาในวันที่ 12 ต.ค. ที่เอื้อต่อการซื้อและถือครองเงินตราต่างประเทศ เช่น ลดภาษีนำเข้าเครื่องจักร เป็นต้น

และอาจต้องคิด “นอกกรอบ” บ้างถ้ามาตรการ “เดิมๆ” ไม่ได้ผล เช่น การริเริ่ม “กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ” หรือ Sovereign Wealth Fund (SWF) ที่หลายๆ ประเทศนำมาใช้จนประสบความสำเร็จในการบริหารเงินทุนสำรองแห่งชาติ เช่น ประเทศสิงคโปร์ ที่ไม่ค่อยออกมา “โวยวาย” เรื่องค่าเงิน ทั้งๆ ที่รายได้ส่วนใหญ่ของประเทศนี้ก็มาจาก “การส่งออก” และค่าเงินเหรียญสิงคโปร์ก็แข็งกว่าประเทศอื่นๆ ในหลายๆ ช่วงของวงจรเศรษฐกิจโลก

เช่น ในปี 2540 ที่เกิดวิกฤตค่าเงินในเอเชียหลายประเทศ (เช่น ไทย เกาหลี มาเลเชีย ในช่วงแรก) ต้องลดค่าเงินเพื่อเพิ่มรายได้และเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน แต่สิงคโปร์ก็ยังยืนหยัดค่าเงินอยู่ได้ โดยไม่เสียขีดความสามารถในการแข่งขันแต่ประการใด

แน่นอนว่า การตั้ง SWF เพื่อบริหารเงินทุนสำรองระหว่างประเทศซึ่งมีอยู่ถึง 1.648 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ย่อมต้องนำเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนในต่างประเทศ (เหมือนกองทุนเทมาเซก หรือ Temasek Holdings ของสิงคโปร์ที่มาซื้อหุ้น SHIN ในประเทศไทย) ย่อมต้องมีความเสี่ยงและอาจกระทบต่อฐานะเงินทุนตลอดจนสภาพคล่องของประเทศได้ ซึ่งก็คงเกิดขึ้นได้ยากในประเทศที่ผู้คนคำนึงแต่ “ภาพเล็กๆ และสั้นๆ” โดยไม่ค่อยให้ความสำคัญกับ “ภาพรวมในระยะยาวๆ”

และคงมีกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงเหมือนกับ “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์” ที่คนอยากใช้ไฟแต่ไม่อยากให้สร้าง อย่างไรก็ตามคงไม่เสียหายอะไร ถ้าจะมีการศึกษาถึงผลดีผลเสียในเรื่องนี้ หรืออาจจะทดลองเป็น Pilot Project โดยการแบ่งเงินสัก 10% หรือประมาณ 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จัดตั้ง SWF เพื่อมาลงทุนในโครงการที่ต้องใช้เงินตราต่างประเทศหรือกิจการในต่างประเทศ ที่จะช่วยส่งเสริมขีดความสามารถภายในประเทศ ซึ่งก็คงไม่มีช่วงเวลาไหนในรอบ 10 ปีที่ดีเท่าช่วงนี้ เพราะสามารถซื้อของได้ถูกและสามารถกระจายความเสี่ยงโดยนำผลตอบแทนจากการลงทุนต่างประเทศ เพื่อชดเชยความเสียหายจากรายได้ที่ลดลง

อย่างบริษัทเอกชนยังกล้าซื้อทีมฟุตบอลอังกฤษ เพื่อจะได้พัฒนาทีมฟุตบอลในบ้านที่กำลังปลุกปั้นอยู่ เพราะ “ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้” ว่าจะดีต่อกิจการหรือแก้ปัญหาภายในบ้านได้มากแค่ไหน

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน