
คาดกำไร SCC ไตรมาส 3 ไม่โดดเด่น
....เจียรนัย อุตะมะ
นักวิเคราะห์ประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 3 บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ลดลง 4.513% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอันเนื่องมาจากธุรกิจปิโตรเคมีตกต่ำ
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ประเมินว่า SCC จะรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3 ปี 2553 ที่ 6,670 ล้านบาท ลดลง 4.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลกระทบของธุรกิจปิโตรเคมีที่ตกต่ำ ซึ่งกดดันให้อัตรากำไรต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคา (EBITDA Margin) ลดลงจาก 18.8% ในไตรมาส 3 ปี 2552 เป็น 14.1% ดังแสดงรายละเอียดของแต่ละธุรกิจหลักดังต่อไปนี้
ธุรกิจกระดาษ : อัตราการใช้กำลังการผลิตที่อยู่ในระดับสูงและกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นของโรงงานใหม่ที่ขอนแก่นและเวียดนาม ส่งผลให้บริษัทสามารถรองรับความต้องการในระดับสูงของภูมิภาคเอเชียในการใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์และกระดาษพิมพ์เขียน ปัจจัยดังกล่าวคาดว่าจะทำให้รายได้ในไตรมาส 3 ปี 2553 เพิ่มขึ้น 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ราคากระดาษบรรจุภัณฑ์และกระดาษพิมพ์กระดาษเขียนที่อยู่ในระดับสูงถึง 460470 เหรียญสหรัฐ และ 9801020 เหรียญสหรัฐต่อตัน ช่วยผลักดันให้ EBITDA Margin ปรับเพิ่มจาก 20.4% ในไตรมาส 3 ปี 2552 เป็น 20.8% ในไตรมาส 3 ปี 2553
ธุรกิจปิโตรเคมี : การผลิตเอทิลีนใหม่จำนวน 12 ล้านตัน ที่จะเข้ามาสู่ระบบในปี 2553 กดดันให้ส่วนต่างระหว่าง HDPE และนาฟตาปรับลดลงจาก 640 เหรียญสหรัฐต่อตัน เป็น 450 เหรียญสหรัฐต่อตัน ขณะที่ส่วนต่างระหว่าง PPNaphtha ยังทรงตัวในระดับสูงที่ 610 เหรียญสหรัฐต่อตัน เทียบกับ 576 เหรียญสหรัฐต่อตันในไตรมาส 3 ปี 2552
อย่างไรก็ตาม บล.กิมเอ็ง ประเมินว่า อัตราการใช้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นของโรงกลั่นใหม่ (MOC) จาก 65% ในไตรมาส 2 ปี 2553 เป็น 80% ช่วยหนุนให้รายได้เพิ่มขึ้น 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 4 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ อัตรากำไรของผลิตภัณฑ์ HVA ที่อยู่ในระดับสูง (คิดเป็น 30% ของยอดขายรวม) จะช่วยรักษาอัตรากำไรก่อนหักภาษีและค่าเสื่อม ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมที่ 9.0%
ธุรกิจปูนซีเมนต์ : คาดว่ายอดขายปูนซีเมนต์ในประเทศในไตรมาส 3 ปี 2553 จะเพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 2.4 ล้านตัน ตามการก่อสร้างที่ขยายตัวอย่างสม่ำเสมอ ทั้งจากภาครัฐบาลและเอกชน ดังนั้น รายได้ในไตรมาส 3 ปี 2553 จึงมีแนวโน้มปรับขึ้น 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 1.2 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ราคาปูนซีเมนต์ที่ลดลงในไตรมาส 3 ปี 2553 ตามสภาพการแข่งขันที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลกระทบต่อให้ EBITDA Margin ลดลงจาก 24.2% ในไตรมาส 3 ปี 2552 เป็น 22% ในไตรมาส 3 ปี 2553
สัดส่วนของสินค้า HVA ที่คาดว่าจะขยับขึ้นเป็น 30% และมีอัตรากำไรที่สูงกว่าสินค้าโภคภัณฑ์ปกติ จะช่วยชดเชยอัตรากำไรที่ลดลงในธุรกิจปิโตรเคมี ดังเห็นได้จากส่วนต่างเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์โอเลฟินนาฟตาในปี 2553 ที่คาดว่าจะลดลงเหลือ 450550 เหรียญสหรัฐต่อตัน จาก 550600 เหรียญสหรัฐต่อตัน ในปี 2552
นอกจากนี้ อัตราการเติบโตในธุรกิจกระดาษจากกำลังการผลิตใหม่ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงภาวะขาขึ้นในส่วนธุรกิจปูนซีเมนต์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล จะช่วยหนุนให้ยอดขายปี 2553 เพิ่มขึ้น 26.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 3 แสนล้านบาท ปัจจัยดังกล่าวส่งผลต่อเนื่องให้ EBITDA Margin ปี 2553 ยังยืนได้ในระดับที่เหมาะสมที่ 15.1% และประเมินกำไรสุทธิในปี 2553 จะเพิ่มขึ้น 13.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 2.75 หมื่นล้านบาท
ภาพรวมของผลการดำเนินงานที่ยังเติบโตอย่างมั่นคง ประกอบกับราคาหุ้นปัจจุบันยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับมูลค่าเหมาะสม ดังนั้น บล.กิมเอ็ง ยังคงแนะนำ
“ซื้อ” SCC โดยมีราคาเป้าหมายปี 2554 (SumofthePart) ที่ 370.00 บาทด้าน บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) แนะนำถือหุ้นนี้ และคาดหมายงบไตรมาส 3 ปี 2553 ลดลง 13% จากไตรมาส 2 และ 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยกำไรไม่โดดเด่นสู่ระดับ 6,300 ล้านบาท แต่กำลังการผลิตปิโตรเคมีใหม่ช่วยพยุงการทำกำไรไตรมาส 3 ปี 2553 รายได้ลดลง 6% จากไตรมาส 2 แต่เพิ่ม 12% ช่วงเดียวกันของปีก่อนอัตรากำไร (Margin) ดีขึ้น จากไตรมาส 2 เล็กน้อย ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่เงินปันผลจากเงินลงทุนรับรู้ไปมากในไตรมาส 2 ปี 2553 ทำให้เงินปันผลรับลดลง 50% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนแต่ทรงตัวจากไตรมาส 2 พร้อมกับส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม (ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจปิโตรเคมี) อ่อนลงทั้งจากไตรมาส 2 และช่วงเดียวกันของปีก่อน
ธุรกิจปูนซีเมนต์ราคาขายดีขึ้นหลังการทยอยขึ้นราคาขายได้ในไตรมาส 3 ปี 2553 แต่ปริมาณขายโดยรวมชะลอลงจากไตรมาส 2 ตามฤดูกาล แต่เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนตามภาวะการก่อสร้างที่ดีขึ้น ทิศทาง Margin ที่ดีขึ้นส่งผลให้กำไรขั้นต้นมีอัตราการเติบโตทั้งจากไตรมาส 2 และช่วงเดียวกันของปีก่อน
ธุรกิจปิโตรเคมีกำลังการผลิตใหม่ที่เริ่มเดินในไตรมาส 2 ปี 2553 ได้มีการเดินการผลิตใกล้ 8590% จาก 65% ในงวดไตรมาส 2 ปี 2553 ส่งผลให้ปริมาณขายเพิ่มทั้งจากไตรมาส 2 และจากช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ดี ส่วนต่างราคาวัตถุดิบกับราคาขาย (Spread) ของ HDPE ลดลงจากไตรมาส 2 และช่วงเดียวกันของปีก่อน
ส่วน Spread PP ค่อนข้างมีเสถียรภาพ ลดลง 2% จากไตรมาส 2 เพิ่ม 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนจากปริมาณธุรกิจอยู่ในสาย HDPE เป็นส่วนใหญ่ ทำให้กำไรขั้นต้นลดลงทั้งจากไตรมาส 2 และช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องด้วย Spread ของ HDPE ที่อ่อนลง
ธุรกิจกระดาษราคาขายกระดาษอุตสาหกรรมทรงตัว จากไตรมาส 2 เพิ่ม 34% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และส่วนต่างผลิตภัณฑ์ดีขึ้น 45 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ลดลง 15 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากไตรมาส 2 กำไรขั้นต้นจึงอ่อนลง จากไตรมาส 2 ดีขึ้นมากจากไตรมาส 3 ปี 2552 แนวโน้มกำไรเข้าสู่ช่วงขาขึ้น
บล.ฟิลลิป ยังมองธุรกิจปิโตรเคมีเป็นแรงผลักดันที่สำคัญต่อแนวโน้มการเติบโตของกำไรใน 23 ปีข้างหน้า
ทั้งนี้ สัดส่วน EBITDA จากธุรกิจปิโตรเคมีจะเพิ่มจากปี 40% เป็น 50% แม้ว่าทิศทาง Spread ของราคาปิโตรเคมีอยู่ในช่วงวงจรต่ำสุดในปี 25532554 ปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น 41% และ 15%
ในปี 2553 และ 2554 จากกำลังการผลิตใหม่ที่เริ่มผลิตต้นปี 2553 และผลิตใกล้ 90% สิ้นปี 2553 จะช่วยลดผลลบจากแนวโน้มอ่อนตัวของ Spread ในเวลาเดียวกัน
“
ทางฝ่ายได้ปรับเพิ่ม Spread HDPE ในปี 2554 และ 25 55 ที่เคยมองไว้ต่ำที่ 400 เหรียญสหรัฐต่อตัน และ 420 เหรียญสหรัฐต่อตัน เป็น 470 เหรียญสหรัฐต่อตัน และ 520 เหรียญสหรัฐต่อตัน ประมาณการ Spread ที่ปรับขึ้นสะท้อนผลกระทบจากการผลิตไม่แย่อย่างที่คาดก่อนหน้า”






