
กฟผ.กลัวน้ำท่วมบ้านประชาชนหยุดผลิตไฟฟ้า
กฟผ.สั่งหยุดผลิตไฟฟ้าจากน้ำในเขื่อนภาตตะวันตกหวั่นเกิดปัญหาน้ำท่วมบ้านประชาชน
กฟผ.สั่งหยุดผลิตไฟฟ้าจากน้ำในเขื่อนภาตตะวันตกหวั่นเกิดปัญหาน้ำท่วมบ้านประชาชน
นายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วัน ที่ 4 ต.ค. เป็นต้นมาได้สั่งให้หยุดเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าและระงับการปล่อยน้ำจากเขื่อนทั้งหมดในภาคตะวันตกได้แก่ เขื่อนท่าทุ่งนา เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ์ เนื่องจากเกิดฝนตกหนักติดต่อกันในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจ.กาญจนบุรีและภาคกลาง อาจทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนหากมีการปล่อยน้ำท้ายเขื่อนออกมา
นอกจากนี้เขื่อนน้ำเทิน2 ในประเทศลาว ซึ่งกฟผ.รับซื้อไฟฟ้าก็เกิดปัญหาปริมาณน้ำท้ายเขื่อนสูงเช่นกัน ทำให้ไม่สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ เมื่อรวมแหล่งผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ทำให้มีกำลังการผลิตไฟฟ้าหายไปจากระบบประมาณ 2,000 เมกะวัตต์ จึงต้องเดินเครื่องเพื่อผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าสำรองเพื่อรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าไม่ให้เกิดปัญหาไฟฟ้าตก ไฟฟ้าดับ
สำหรับโรงไฟฟ้าสำรองที่เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าแทน นั้น ได้แก่ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ โรงไฟฟ้ากระบี่ โรงไฟฟ้าบางปะกง และโรงไฟฟ้าราชบุรี ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันเตา เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าแทน
“กฟผ.พยายามดูแลความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เห็นถึงความจำเป็นต้องมีปริมาณกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองที่เหมาะสม ในสถานการณ์ฉุกเฉิน อย่างไรก็ตามขณะนี้ได้เริ่มทยอยเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าจากน้ำท้ายเขื่อนบ้างแล้ว โดยมีการบริหารจัดการน้ำและการเดินเครื่องในเขื่อนต่างๆของกฟผ.ทั่วประเทศ ซึ่งจะพิจารณาจากสถานการณ์น้ำท้ายเขื่อนและปริมาณความจุของอ่างเก็บน้ำของแต่ละเขื่อนเป็นหลักเพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนและการเก็บกักน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้งต่อไป”นายสุทัศน์ กล่าว
ด้านนายกิตติ ตันเจริญ ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ กฟผ. กล่าวว่า การหันมาเดินเครื่องโรงไฟฟ้าสำรอง ที่ใช้ก๊าซฯและน้ำมัน แทนการผลิตไฟฟ้าจากน้ำท้ายเขื่อน ส่งผลกระทบต่อต้นทุนเชื้อเพลิงไม่มาก เนื่องจากอัตราการใช้ไฟฟ้าไม่ได้อยู่ในระดับสูง จากสภาพอากาศที่เย็น และเป็นการาหยุดเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น ในระหว่างนี้มีแห่งได้เริ่มผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนบ้างแล้ว
ทั้งนี้การหยุดปล่อยน้ำในเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้าจะประเมินจากปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนด้วย ซึ่งนอกจากจะเป็นห่วงเรื่องน้ำท่วมพื้นที่ประชาชนแล้ว ยังเป็นการกักเก็บน้ำไว้ในเขื่อนให้เพียงพอสำหรับในหน้าแล้งอีกด้วย ประกอบกับที่ผ่านมาหากเทียบสัดส่วนน้ำไหลเข้าเขื่อนกับการปล่อยน้ำออกจากเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้าถือว่าน้อยมา อย่างกรณีเขื่อนศรีนครินทร์ มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อน 20 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) แต่ปล่อยน้ำออกจากเขื่อน 2 ล้านลบ.ม. หรือ เขื่อนวชิราลงกรณ์ น้ำไหลเข้าเขื่อน 19 ล้านลบ.ม. และปล่อยน้ำออกจากเขื่อน 2 ล้านลบ.ม.







