
ปิดฉากคดี ‘หงสา’ จบบ้านปูเจ็บไม่หนัก
6 มี.ค. 2561 ศาลแพ่งนัดฟังคำตัดสิน ของศาลฎีกา กรณีคดีโรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์ที่เมืองหงสา ประเทศลาว ที่ ศิวะ งานทวี และกลุ่มบริษัทของศิวะ (โจทก์) ได้มีการยื่นฟ้องค่าเสียหายจากบ้านปู (BANPU) และผู้บริหาร (จำเลย) ซึ่งคดีนี้โจทก์และจำเลยได้ต่อสู้กันมาครบทั้ง 3 ศาล ในเวลาเบ็ดเสร็จเกิน 10 ปี นับจากปี 2550
6 มี.ค. 2561 ศาลแพ่งนัดฟังคำตัดสิน ของศาลฎีกา กรณีคดีโรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์ที่เมืองหงสา ประเทศลาว ที่ ศิวะ งานทวี และกลุ่มบริษัทของศิวะ (โจทก์) ได้มีการยื่นฟ้องค่าเสียหายจากบ้านปู (BANPU) และผู้บริหาร (จำเลย) ซึ่งคดีนี้โจทก์และจำเลยได้ต่อสู้กันมาครบทั้ง 3 ศาล ในเวลาเบ็ดเสร็จเกิน 10 ปี นับจากปี 2550
คดีนี้ศาลชั้นต้นตัดสินให้กลุ่มงานทวีชนะ ให้บ้านปูชำระค่าเสียหาย 3 หมื่นล้านบาท จากคำฟ้องที่ฝ่ายโจทก์เรียกไป 6 หมื่นล้านบาท บ้านปูในฐานะจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งในปี 2557 ศาลอุทธรณ์ได้พลิกคำตัดสินศาลชั้นต้น ระบุว่าบ้านปูไม่ได้ละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ผิดสัญญาร่วมในการพัฒนาโครงการและไม่จำเป็นต้องคืน รายงาน 13 ฉบับที่เป็นข้อมูลหงสาต่อโจทก์ และทางโจทก์ได้ยื่นฎีกาคำตัดสินและทำให้คดีเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลฎีกานับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา จนเดินทางมาถึงวันที่ 6 มี.ค. 256 ศาลฎีกาตัดสินพลิกคำตัดสินศาลอุทธรณ์และให้บ้านปูชำระค่าเสียหาย 1,500 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% นับจากวันฟ้อง รวมๆ เป็นเม็ดเงินประมาณ 2,625 ล้านบาท
ประเด็นคำตัดสินศาลฎีกาที่นำไปสู่การสั่งให้บ้านปูชำระค่าเสียหาย 1,500 ล้านบาท เป็นผลมาจากการที่บ้านปูผิดสัญญาที่ทำไว้กับโจทก์ ซึ่งเป็นสัญญาที่ปิดเป็นความลับในกรณีรายงาน 13 ฉบับ เป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญในการทำเหมืองที่หงสา โดยจำเลยนำข้อมูลทั้ง 13 ฉบับนี้ไปยื่นประมูลสัมปทานเหมืองหงสา และยื่นกู้เงินจากสถาบันการเงิน ทั้งการขุดหลุม 242 หลุมเพื่อนำถ่านหินขึ้นมาพิสูจน์ความเป็นไปได้ที่จะนำมาใช้ในโครงการ แม้ว่าผลของการศึกษาจะรองรับโรงไฟฟ้าประมาณ 700 เมกะวัตต์ ไม่ใช่ 1,400 เมกะวัตต์ และค่าความชื้นต่างๆ ทั้งในเรื่องความร้อนและความชื้นจะไม่ตรงตามเกณฑ์ที่ควรจะเป็น ก็ถือได้ว่าข้อมูลในรายงาน 13 ฉบับนี้เป็นสิทธิชอบธรรมของโจทก์ และแม้ว่าจำเลยจะมีการเปิดหลุมเพิ่มอีก 48 หลุม ก็เป็นการต่อยอดจากรายงาน 13 ฉบับที่สำคัญ และการที่ทาง สปป.ลาว ก็ยืนยันว่าข้อมูล 13 ฉบับนี้คือข้อมูลสำคัญที่ทางจำเลยนำไปใช้ในการยื่นสัมปทาน
สำหรับประเด็นที่ถูกทางรัฐบาล สปป.ลาว บอกเลิกสัญญากับทางโจทก์ ซึ่งทางโจทก์ได้ฟ้องว่าทางจำเลยเป็น ผู้ยุแยงและจะออกค่าใช้จ่ายที่ทาง สปป.ลาว จะถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายให้นั้น จากการสืบพยานซึ่งเป็นบุคคลของ สปป.ลาว สรุปได้ว่าการเลิกสัญญานั้นเป็นผลมาจากการที่โจทก์ทำตัวเอง เพราะตลอดเวลาที่ได้สัมปทานมาไม่สามารถให้ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล สปป.ลาวได้ว่าจะสามารถดำเนินการพัฒนาโครงการได้จนสำเร็จ ซึ่งเมื่อทาง สปป.ลาว มีหนังสือให้แจงและยืนยันความสามารถภายใน 30 วันก็เพิกเฉย ซึ่งทาง สปป.ลาว ก็พิจารณาแล้วว่าหากไม่เลิกสัญญาก็จะสร้างความเสียหายอย่างมากต่อรัฐบาลและประชาชนของ สปป.ลาว จึงตัดสินใจยกเลิก และในการประมูลรอบใหม่ก็ได้ระบุไว้ในเงื่อนไขเลยว่ารายใหม่ที่จะเข้าประมูลจะต้องสามารถรับภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นจากการถูกฟ้อง บอกเลิกสัญญาในรอบแรก และในการ เปิดประมูลรอบ 2 มีผู้เสนอ 2 ราย คือ บ้านปู และ ช.การช่าง ซึ่งเหตุที่เลือกบ้านปูเห็นได้จากการที่ได้เข้ามาร่วมในครั้งแรก ถือว่ามีประสบการณ์และเป็นผู้พัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่แล้ว ขณะที่ ช.การช่างเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง ที่เพิ่งได้สัมปทานน้ำงึม
นอกจากนี้ระหว่างสัญญาเดิมนั้น ทางโจทก์แจ้งทางการ สปป.ลาวมาตลอดว่าจะมีผู้ร่วมทุนเข้ามา ซึ่งมีทั้งบริษัทผลิตไฟฟ้า ซีเมนต์ ฯลฯ แต่ก็ไม่คืบหน้า คนสุดท้ายก็มาจบที่บ้านปูที่ได้เข้ามาร่วมลงทุนและร่วมพัฒนาโครงการ
นลินรัตน์ กิตติกำพล ผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยได้ปรับลดประมาณการกำไรปี 2561 ลง 25.1% จากเดิมมาอยู่ที่ 7,400 ล้านบาท และลดราคาหุ้นจาก 26 บาท มาอยู่ที่ 25.6 บาท ภายใต้สมมติฐาน BANPU , BPP และ Banpu International จะร่วมรับผิดชอบในจำนวนเท่ากัน







