posttoday
ตปท.ลงทุนไม่ถอย

ตปท.ลงทุนไม่ถอย

12 ตุลาคม 2553

สมาคมตลาดตราสารหนี้ เผยมาตรการหักภาษี 15% ทำต่างชาติชะลอลงทุน มองกระทบชั่วคราว ชี้มาตรการควรใช้เพียง 6 เดือน

สมาคมตลาดตราสารหนี้ เผยมาตรการหักภาษี 15% ทำต่างชาติชะลอลงทุน มองกระทบชั่วคราว ชี้มาตรการควรใช้เพียง 6 เดือน

 

ตปท.ลงทุนไม่ถอย

นายนิวัฒน์ กาญจนภูมินทร์ กรรมการผู้จัดการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า กรณีที่ทางการจะเก็บภาษีดอกเบี้ยหัก ณ ที่จ่าย 15% จากนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาซื้อพันธบัตรรัฐบาล มีผลให้เม็ดเงินต่างชาติชะลอการไหลเข้าลงบ้างเพราะทุนที่เพิ่มขึ้น แต่เชื่อว่าจะมีผลกระทบไม่มาก และคงไม่รุนแรงเหมือนมาตรการกันสำรอง 30% เมื่อปี 2549 เพราะมาตรการนี้ออกมาเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน และมีผลกระทบเฉพาะเม็ดเงินลงทุนใหม่เท่านั้น ทำให้ต่างชาติไม่ต้องรีบขายเพื่อนำเงินออกไป

“ปัญหาเงินบาทแข็งค่าเหมือนทุกขลาภ เพราะเศรษฐกิจไทยและเอเชียดีเกินไป รวมถึงมีบัญชีเกินดุลสะพัดที่มากกว่าทางสหรัฐและยุโรป ซึ่งก็อยากให้ทางการมีกรอบการใช้มาตรการที่ชัดเจน เพื่อให้ต่างชาติมีความเข้าใจระยะยาว เพราะที่ผ่านมาต่างชาติเข้ามาลงทุนทั้งหุ้น ตราสารหนี้ รวมทั้งการลงทุนโดยตรงในไทยมาต่อเนื่อง” นายนิวัฒน์ กล่าว

น.ส.อริยา ติรณะประกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า มาตรการนี้ควรเป็นมาตรการระยะสั้นไม่เกิน 6 เดือน เพราะในเอเชียไม่มีประเทศไหนที่เก็บภาษีกับนักลงทุนต่างชาติ ตามข้อตกลงว่าจะยกเลิกเก็บภาษีเพื่อกระตุ้นให้ตลาดตราสารหนี้มีสภาพคล่อง ซึ่งไทยและมาเลเซียได้มีการยกเลิกเก็บภาษีดังกล่าวตั้งแต่ปี 2548

ทั้งนี้ หากไทยเก็บภาษีอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติมีการทบทวนและลดน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ไทย หรือหันไปลงทุนในประเทศอื่นที่มีต้นทุนถูกกว่า ขณะที่ ThaiBMA ต้องพยายามหาวิธีที่จะทำให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้แบบสม่ำเสมอ ไม่ใช่เกิดปัญหาแต่ละครั้งก็เข้ามารวดเร็วเช่นนี้

“นับแต่มีข่าวว่ารัฐจะเก็บภาษี 15% ในตลาดตราสารหนี้ตั้งแต่วันที่ 8 ต.ค. ส่งผลให้ราคาพันธบัตรรัฐบาลลดลง เพราะคนเทขายมากขึ้น ทำให้ต้องปรับอัตราผลตอบแทนเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันอัตราผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 0.05% สะท้อนว่าตลาดได้ตอบรับข่าวแล้ว โดยขณะนี้พันธบัตรอายุ 10 ปี ผลตอบแทนอยู่ที่ 3% และอายุ 5 ปี อยู่ที่ 2.5%” น.ส.อริยา กล่าว

อย่างไรก็ดี 9 เดือนที่ผ่านมา ต่างชาติเข้ามาลงทุนตราสารหนี้ทั้งหมด 2.1 แสนล้านบาท โดยมีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 8.81% แต่หากรวมอัตราแลกเปลี่ยนด้วย ได้รับผลตอบแทนรวมเฉลี่ยอยู่ที่ 10-20%

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ออกบทวิเคราะห์ว่า ช่วงวันที่ 11-15 ต.ค.นี้ น่าจะเป็นช่วงที่จะเห็นการขายพันธบัตรออกมามาก เพราะหากขายช้าและถือจนถึงช่วงวันที่ 18-30 ต.ค. หากมีมาตรการใดๆ ออกมา อัตราผลตอบแทนอาจมีการดีดตัวเร็วและแรงจนทำให้ต่างชาติขาดทุนหนักได้

สำหรับการลงทุนในหุ้นรอบนี้ ต้นทุนของต่างชาติเฉลี่ยอยู่ที่ 915 จุด ซึ่งเทียบกับวันที่ 11 ต.ค. ปิดที่ 977 จุด ก็เท่ากับว่ามีกำไรจากดัชนีหุ้นแล้ว 6.86% และยังไม่นับรวมกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน

ด้านเงินบาทอ่อนค่ากว่าระดับ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยแรงขายเงินเหรียญสหรัฐชะลอ และต่างชาติซื้อสุทธิตราสารหนี้ 268 ล้านบาท และซื้อหุ้น 671 ล้านบาท

แหล่งข่าวจาก บล.ภัทร เปิดเผยว่า ตระกูลมาลีนนท์ได้มอบหมายให้บริษัทเป็นที่ปรึกษาในการเสนอขายหุ้นบริษัท บีอีซี เวิลด์ (BEC) จำนวนประมาณ 100 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท

 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน