posttoday
เทรนด์เทคสตาร์ทอัพ

เทรนด์เทคสตาร์ทอัพ

01 มีนาคม 2561

ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล"สตาร์ทอัพ" เป็นโอกาสของทุกคนที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง เห็นได้จากสถิติจำนวนสตาร์ทอัพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เติบโตก้าวกระโดด มีสตาร์ทอัพหลายตัวที่ประสบความสำเร็จและก้าวสู่การเป็น "ยูนิคอร์น" หรือมีมูลค่าสูงกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.3 หมื่นล้านบาท และไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

"สตาร์ทอัพ" เป็นโอกาสของทุกคนที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง เห็นได้จากสถิติจำนวนสตาร์ทอัพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เติบโตก้าวกระโดด มีสตาร์ทอัพหลายตัวที่ประสบความสำเร็จและก้าวสู่การเป็น "ยูนิคอร์น" หรือมีมูลค่าสูงกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.3 หมื่นล้านบาท และไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

เช่นเดียวกับสตาร์ทอัพไทยในปี 2560 มีการเข้าระดมทุนในกองทุนเวนเจอร์ต่างๆ 90 ราย เข้าร่วมธุรกิจกับนักลงทุน 96 ราย และเข้าสู่กองทุนนางฟ้า (Angle Fund) 44 ราย มีมูลค่ารวม 105 ล้านดอลลาร์ หรือเติบโตถึง 22.7% กลุ่มที่มาแรงสุดคือ กลุ่มอี-คอมเมิร์ซ/มาร์เก็ตเพลส 29 ดีล กลุ่มฟินเทค 12 ดีล กลุ่มโลจิสติกส์ 11 ดีล กลุ่มเพย์เมนต์ 11 ดีล และกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม 9 ดีล

อรนุช เลิศสุวรรณกิจ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เทคซอส มีเดีย ให้ข้อมูลว่า ภูมิภาคอาเซียนมีสตาร์ทอัพที่เป็นยูนิคอร์น เช่น Grab ของมาเลเซีย Go Go - Jek และ Traveloka ของอินโดนีเซีย Lazada ของมาเลเซีย รวมทั้ง VNG ของเวียดนามและน้องใหม่ Revolution Precrafted ของฟิลิปปินส์

สำหรับประเทศไทย ยังไม่มียูนิคอร์น แต่มีหลายบริษัทที่แสดงให้เห็นถึงโอกาสที่จะถึงจุดนั้น เช่น Acommerce (ให้บริการ E-Commerce แบบครบวงจร) Omise (ให้บริการระบบชำระเงิน) 2C2P (ให้บริการระบบชำระเงิน) Eko (พัฒนาแอพสื่อสารในองค์กร) Playlap (ผู้พัฒนาเกม) Zanroo (ให้บริการด้านเทคโนโลยีการตลาด)

ทั้งนี้ เทรนด์เทคโนโลยีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปี 2561 ที่จะมีมากขึ้น มีอยู่ 4 ตัวคือ 1.การขยายธุรกิจของสตาร์ทอัพจีนที่ขยายเข้ามาในภูมิภาค ซึ่งเป็นการเข้ามาทั้งร่วมลงทุนและควบรวมกิจการในกลุ่มอี-คอมเมิร์ซและฟินเทค 2.บล็อกเชน หรือระบบการจัดการฐานข้อมูล ที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในหลายธุรกิจขนาดใหญ่ 3.การระดมทุนดิจิทัล (ICO) เป็นเครื่องมือใหม่ ในการระดมทุนของสตาร์ทอัพ และ 4.หน่วยงานที่ทำหน้าที่คอยดูความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในองค์กร (CDO) ซึ่งกลายเป็น ตำแหน่งงานใหม่ในภาคธุรกิจเอกชน

อรนุช กล่าวว่า ในปี 2561 ต้อง การเห็นทุกภาคส่วนของไทยให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่ช่วยต่อยอดอุตสาหกรรมรากฐานของประเทศอย่าง AgTech และ FoodTech เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่มีต้นทุนเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอาหารโดดเด่นในระดับโลก หากให้ความสำคัญกับกลุ่มดังกล่าว จะช่วยให้ไทยต่อยอดภาคส่วนที่เป็นรากฐานสำคัญของประเทศ ต่อยอดต้นทุนที่ตัวเองมี สร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้ใหม่ ช่วยเหลือบุคลากรในภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรมอาหารได้

รวมถึงมีอีกกลุ่มหนึ่งที่ควรให้ ความสำคัญ ได้แก่ HealthTech, LivingTech และ EnergyTech เนื่องจากเทคโนโลยีกลุ่มนี้ มีส่วนสำคัญยกระดับคุณภาพชีวิตคนในประเทศ และส่งผลกระทบต่อสังคมในด้านดีตามมา

ส่วนระบบนิเวศเทคโนโลยี (เทคอีโคซิสเต็ม) ของไทย อยู่ในระยะเปลี่ยนผ่านและเติบโต ฝั่งผู้ลงทุนเริ่มตระหนักว่าตัวเองต้องการอะไรจากเทคโนโลยีหรือสตาร์ทอัพ คาดว่าหลังจากนี้ผู้ลงทุนจะเลือกลงทุนในเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่เหมาะกับตัวเองมากขึ้น

ขณะที่ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ เชื่อว่าจนถึงปี 2563 จะมีผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพรายย่อยจากต่างประเทศ เข้ามาเจาะตลาดในไทยและอาเซียน มากขึ้น พร้อมนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามา เช่น กรีนเทคโนโลยี ที่สำคัญจะมีสตาร์ทอัพจากจีนเข้ามาเยอะขึ้น ทำให้ภาพรวมของสตาร์ทอัพมีการแข่งขันรุนแรงยิ่งขึ้น

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน