
กลับบ้าน
ปกติช่วงปีใหม่ผมไม่ได้กลับบ้าน แต่ปีใหม่ 2561 นี้ ผมอยู่บ้านเลขที่ 183 ถนนวิเศษกุล จ.ตรัง
โดย ถาวร หลีกภัย
ปกติช่วงปีใหม่ผมไม่ได้กลับบ้าน แต่ปีใหม่ 2561 นี้ ผมอยู่บ้านเลขที่ 183 ถนนวิเศษกุล จ.ตรัง บรรยากาศนี้แตกต่างเป็นอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับบรรยากาศปีใหม่ 2520 หรือเมื่อ 40 ปีก่อน บังเอิญผมอยู่ที่บ้านนี้ในวันปีใหม่ปีนั้น ยังจำได้บ้านเงียบวังเวง เพราะว่าบ้านเพิ่งจะผ่านเหตุการณ์ที่ถูกตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านได้ไม่นาน อันเป็นผลพวงจากการทำรัฐประหาร 6 ต.ค. 2519 และวันหนึ่งในช่วงปีใหม่ ผมได้ขับรถพาแม่ถ้วน พี่ชวน และญาติ ไปเที่ยวชายทะเลปากเมง
วันปีใหม่ปีนี้ แม้จะอยู่ภายใต้บรรยากาศการรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 แต่ตระกูลหลีกภัย ได้เปิดบ้านรับแขกที่มาอวยพรปีใหม่ มีซุ้มอาหาร ขนมจีน น้ำพริก น้ำยา โรตี ชา กาแฟ มีไว้บริการแขก
ปีใหม่นี้ต้นวาสนาที่บ้านเลขที่ 183 พร้อมใจกันบาน เพิ่มความสดใสให้กับบรรยากาศรอบตัวบ้านที่ร่มรื่นด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ แขกที่มาก็ได้สัมผัสถึงความร่มเย็นใต้เงาต้นตะเคียนที่สูงใหญ่ เด่นเป็นสง่า
ระลึก น้องชายของผม กับอัคร ลูกชาย ต้อนรับแขกอย่างเป็นกันเอง ผมได้ยินระลึกตอบคำถามของแขกหลายครั้งหลายหนเรื่องจะลงเล่นการเมืองไหม ระลึกพูดอย่างเจียมตัวและถ่อมตนจนจะเป็นกลอน “ผมเป็นคนที่ศักยภาพไม่มี บารมีไม่ถึง”
เช้าตรู่ปีใหม่ปีนี้ พี่ชวนได้ไปทำบุญตักบาตรที่สนามกีฬาเทศบาลนครตรัง ก่อนตักบาตรพี่ชวนได้ปราศรัยกับประชาชน พี่ชวนไม่เคยขาดงานตักบาตรปีใหม่ร่วมกับชาวตรัง แม้แต่ปีใหม่ พ.ศ. 2520 พี่ชวนได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ พี่ชวนก็ยังไปงานตักบาตรปีใหม่ แต่งานตักบาตรปีใหม่ปีนั้นได้ถูกจัดขึ้นที่ถนนวิเศษกุล หน้าที่ทำการเทศบาลนครตรัง
หลังจากได้ทำบุญตักบาตรปีใหม่แล้ว พี่ชวนก็กลับมารับแขกที่บ้าน สมทบด้วยพี่กิจที่เป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง
ตอนเย็นของวันปีใหม่นี้ ผมได้ติดตามพี่ชวนไปด้วยระหว่างที่อยู่ในรถ พี่ชวนชี้ให้ผมดูต้นยมชวนที่สามแยกโรงแรมเรือ ซึ่งอยู่บนถนนตรัง-พัทลุง ต้นยมชวนเติบโตสูงใหญ่ได้ให้ร่มเงาและเป็นที่อาศัยของนกกา ถ้ายังจำกันได้ ผมเคยเขียนถึงต้นซากือที่พี่ชวนนำพันธุ์มาจากเวียดนามและได้ปลูกไว้ที่บ้านเลขที่ 183 ต่อมาเจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้ติดตามป้ายที่ต้นซากือให้ชื่อไทยว่า “ยมชวน” วันนี้ต้นยมชวนจะเห็นได้ที่สามแยกโรงแรมเรือแล้ว ยังมีปลูกริมถนนอีกหลายสายใน จ.ตรัง
รถพาพี่ชวนและผู้ติดตามมาหยุดที่บ้านหลังหนึ่งในเขต อ.นาโยง จ.ตรัง เป็นบ้านตึกโบราณหลังเล็ก เจ้าบ้านเป็นหญิงสูงวัยชื่อ ภิรมย์ แม่ภิรมย์เคยเป็นแม่ค้าขายของในตลาดนัดแบบแม่ถ้วนมาก่อน พี่ชวนนำของขวัญปีใหม่มาให้แม่ภิรมย์ และแม่ภิรมย์เองก็ได้เตรียมอาหารมื้อเย็นไว้คอยต้อนรับพี่ชวนและผู้ติดตามไว้แล้ว เป็นอาหารพื้นบ้านธรรมดา แกงเลียง ปลาเค็ม ขนมจีน มีทั้งน้ำพริก น้ำยา พร้อมผักหลากหลายชนิด
ผมไม่เคยทราบมาก่อนและเพิ่งจะรู้ตอนนั้นเองว่า ในวันปีใหม่พี่ชวนจะมากินข้าวเย็นที่นี่ และได้ปฏิบัติเช่นนี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512 แล้วนับถึงวันนี้ เป็นความผูกพันอันยาวนานของผู้แทนกับชาวบ้านคนหนึ่งร่วม 50 ปีทีเดียว
ผมขอคัดคำสนทนาระหว่างพี่ชวนกับแม่ภิรมย์พอเป็นตัวอย่าง
แม่ภิรมย์บ่นเรื่องสุขภาพ ร่างกาย เจ็บโน่น เจ็บนี่
พี่ชวนตอบ “การเสื่อมไปของสังขารเป็นเรื่องธรรมดา”
แม่ภิรมย์รำพึง เพื่อนๆ พากันตาย จะไม่เหลือใครแล้ว
พี่ชวนตอบ “เราไม่แขบ”
คำว่า “แขบ” เป็นภาษาปักษ์ใต้ แปลว่า “รีบ”
เราไม่แขบในความหมายของพี่ชวนคือ เพื่อนๆ พากันตายก็ไม่เป็นไร เราไม่ต้องรีบตายตามเขา
ผมเองก็เช่นกัน อายุก็มากแล้ว เพื่อนๆ กลับบ้านเก่าก็ไม่น้อย แต่ผมไม่แขบตามไป
เคล็ดลับอายุยืน ที่ผมค้นพบและขอฝากท่านผู้อ่านเป็นคำขวัญที่เขียนไว้นานมากแล้วเหนืออัฒจันทร์สนามกีฬาเทศบาลนครตรัง
สุขภาพดี ไม่มีขาย
ถ้าอยากได้ ต้องออกกำลังกาย







